ติดตาม ความเคลื่อนไหวทั่วไปของไทยแลนด์ ในยุค 4.0 ได้ที่นี่

  • This is default featured slide 1 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 2 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 3 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 4 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 5 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

SMEs เฮ...!!! กสอ. จัดซอฟต์แวร์แบบ Full version เพื่อธุรกิจ ฟรี 6 เดือน หวังผลักดันให้เกิด Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม

กรุงเทพฯ 30 มกราคม 2563 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ดีเดย์ จัดงาน 
Digital Day ขนสตาร์ทอัพและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์กว่า 30 ราย นำเสนอโปรแกรมให้เอสเอ็มอีใช้ฟรี ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หวังผลักดันให้เกิดดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ปรับตัวสู้ศึกยุค 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมขยายฐานลูกค้าให้สตาร์ทอัพและผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทย ตั้งเป้าปี 63 มีเอสเอ็มอีเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลไม่น้อยกว่า 2,000 ราย และมีภาคีเครือข่ายบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ ไม่น้อยกว่า 50 บริษัท ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย ไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท
นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันสภาวะการณ์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของโลกมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา เป็นผลมาจากความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงได้มีข้อสั่งการ
ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งดำเนินการสร้างกลไกเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการประกอบธุรกิจของเอสเอ็มอี รวมทั้งเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศให้เท่าทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์กับการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 หรือ Industry 4.0 ซึ่งมุ่งเน้น การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี ซึ่งมีอยู่กว่าร้อยละ 99.7 ของอุตสาหกรรมทั้งประเทศให้สามารถเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพิ่มช่องทางการบริการ รวมทั้งสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการต่าง ๆ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หาแนวทางในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล ในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน กสอ. ได้เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งผู้ผลิตและให้บริการซอฟต์แวร์ที่เป็นของคนไทย จึงได้จัดงาน Digital Day : D-Day ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้ทั้งสองฝ่ายได้ติดต่อเชื่อมโยง เจรจาธุรกิจ มีการให้คำปรึกษาแนะนำ แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อนำซอฟต์แวร์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป โดย กสอ. ได้รับ ความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย และบริษัท ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทยและสตาร์ทอัพกว่า 30 ราย นำซอฟต์แวร์การประมวลผลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่พร้อมให้บริการแก่ผู้ใช้งาน โดยไม่มีข้อจำกัดด้านปริมาณและเวลา (Cloud Computing) อย่างเต็มรูปแบบ (Full Version)
ซึ่งปกติต้องมีค่าใช้จ่ายมาเสนอให้ผู้ประกอบการใช้ฟรีโดยไม่มีเงื่อนไขไม่น้อยกว่า 6 เดือน ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ อาทิ ด้านการเงินการบัญชี ด้านบริหารการขาย ด้านบริหารการจัดซื้อการบริหาร การผลิต ด้านควบคุมคลังสินค้า ด้านบริหารงานขนส่ง และด้านบริหารลูกหนี้เจ้าหนี้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจ ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกในระบบ i-Industry ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลดิจิทัลของกระทรวงอุตสาหกรรม  “เจ้าของธุรกิจสามารถเลือกใช้ซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับกิจการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนสตาร์ทอัพและผู้ผลิตซอฟต์แวร์คนไทยให้ขยายฐานลูกค้า ที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น โดยเชื่อว่างานวันนี้จะเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กสอ. ได้ตั้งเป้าหมายในปี พ.ศ. 2563 จะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล ในการประกอบธุรกิจไม่น้อยกว่า 2,000 ราย และมีภาคีเครือข่ายบริษัทสาตร์ทอัพและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ ไม่น้อยกว่า 50 บริษัท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มยอดขาย ไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท” นายณัฐพล  กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2202 4535 
หรือ www.dip.go.th 
Share:

สพร. เชิญมางานจังหวัดเคลื่อนที่ ร่วม “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน”

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ณ. หน้าที่ทำการ อบต.บ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ในวันที่ 29 มกราคม 2563  

โดย สพร. ได้นำบริการดิจิทัลภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน มาให้พี่-น้องชาวอุทัยธานี อาทิ ตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ หรือ Government Smart Kiosk ช่องทางเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐ แบบครบวงจร ในรูปแบบดิจิทัลด้วยบัตรประจำตัวประชาชนเพียงใบเดียว พร้อมแนะนำ Application CITIZENinfo ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงจุดให้บริการ และจัดเตรียมเอกสารล่วงหน้าในการเข้าใช้บริการ ตลอดจนช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

นอกจากนั้นเพื่อภาคธุรกิจ สพร.ได้เตรียมบริการ Biz Portal ภายใต้เว็บไซต์ biz.govchannel.go.th ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลให้ภาคธุรกิจติดต่อราชการแบบเบ็ดเสร็จ ครบวงจร ณ จุดเดียว บริการฉับไว เว็บเดียวจบ ครบทุกเรื่องและพบกับกิจกรรมสนุกๆ ร่วมเล่นเกมส์รับของที่ระลึกมากมาย ที่บูธ สพร. ณ.งาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน”

สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)  
คุณวรารรัฐ เบอร์โทร 02 612 6000 ต่อ 81304 / โทรศัพท์มือถือ 081 774 3717
Share:

ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดโครงการ "เรียนจบ พบงาน" ฝ่าวิกฤตคนไทยตกงานอื้อ

ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ เดินเกมรุกแก้ปัญหานักศึกษาจบใหม่และคนตกงานล้นเมือง ส่งแอพพลิเคชั่น “Democrat เรียนจบ พบงาน” ‘@DemTum’ ช่วยค้นหางานตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ยกระดับเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ สร้างอาชีพ
พรรคประชาธิปัตย์ (15 มกราคม 2562) มีรายงานว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการจัดงานใหญ่เพื่อเปิดตัวโครงการ “เรียนจบ พบงาน” โดยมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมโยงงาน/ที่ฝึกงานและการยกระดับทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับยุค Digital Transformation ได้ง่าย ๆ ผ่าน ‘@DemTum’ ขึ้นมาให้กับคนไทยทุกคน เพราะตระหนักถึงปัญหาในการขาดแรงงานฝีมือในเมืองไทย ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ผลกระทบจาก Digital Transformation ทำคนว่างงานในไทยมากกว่า 4 แสนราย 

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่มีจำนวนผู้ว่างงานในไทยมากกว่า 4 แสนราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปีนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาของตลาดงานยุคเก่าที่ประสบผลกระทบจากยุคของ Digital Transformation ที่ทำให้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ต่างมองหาแนวทางในการทำให้ธุรกิจเติบโตและขยายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ และเริ่มนำนวัตกรรมการเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ส่งสร้างผลกระทบต่อแรงงานเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องตกงานกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีแรงงานที่ประสบปัญหาว่างงานอยู่มาก รวมถึงนักศึกษาใหม่ที่จะจบออกมาแล้วจะพบปัญหาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรหาทางแก้ไข จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานที่มีความต้องการคนคุณภาพที่พร้อมรับกับการพายุครั้งใหญ่จาก Digital Transformation & Disruption 
ดังนั้นเพื่อให้เรื่องนี้ไม่ลุกลามเป็นปัญหา ซึ่งจะกลายเป็นกำแพงหนาของการพัฒนาประเทศในระยะยาว จึงจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดแนวคิดสร้างคนที่มีคุณภาพอย่างจริงจัง โดยทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งโครงการ ‘เรียนจบ พบงาน’ เพื่อเสริมสร้างให้มีแรงงานคุณภาพเพียงพอต่อตลาดงานอย่างเร่งด่วน

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แม่ทัพใหญ่ของโครงการ ทุ่มเทและทุ่มทำอย่างตั้งใจ

  ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขาดแรงงานฝีมือ และการสร้างทรัพยากรมนุษย์จึงไม่ใช่งานของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคประชาชนและ NGOs ที่จะต้องร่วมมือกันช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่แค่แรงงานยุคเก่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดานักศึกษาจบใหม่ที่พบปัญหาเดียวกัน จากระบบการศึกษาเดิมที่อาจจะขีดกรอบให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ควรจะเป็นในโลกของงานยุคนี้ เฉกเช่นเดียวกันกับในหลายบริษัทเองก็ขาดแรงงานฝีมือดี โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่จะทำให้ระบบนิเวศน์ของตลาดงานไทยเดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
ทั้งนี้การที่นักศึกษา/คนรุ่นใหม่จะเรียนจบแล้วพบงานได้นั้น ต้องผ่านการฝึกงานเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้นอกห้องเรียน ก่อนที่จะเรียนจบ บริษัท/ผู้ประกอบการเองก็จะได้ประโยชน์จากการได้เด็กฝึกงานมาช่วยกิจการและได้ดูศักยภาพการทำงานในสนามจริง/เรียนรู้นิสัยใจคอของเด็กระหว่างฝึกงานด้วย เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจการจ้างงานในอนาคตได้ แต่ปัจจุบันนี้ นักศึกษาหลายคนยังไม่สามารถหาที่ฝึกงานที่ดีได้ และผู้ประกอบการเองก็ไม่สามารถรู้จักความสามารถที่แท้จริงของคนสมัครงานใหม่ ๆ ดังนั้นการมาพบกัน (matching) ในช่วงเวลาก่อนนักศึกษาจะเรียนจบจึงเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และนักศึกษาอาจมีรายได้เสริมระหว่างเรียนอยู่ได้อีกด้วย
  อย่างไรก็ตามแม้ทุกวันนี้โลกจะถูกเขย่าด้วยเทคโนโลยี แต่โลกยังต้องขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและผลิตผลใหม่ ๆ ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถชนะคนได้ในเร็ววัน เช่น วิชาชีพที่ต้องใช้ความเข้าใจ ความซับซ้อนทางความคิด การใช้หัวใจในการบริการ เช่น อาชีพที่ปรึกษาการลงทุน อาชีพงานบริการต่าง ๆ  และอีกหลากหลายอาชีพที่ต้องใช้ Human Touch หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่งต่อให้ในอนาคตหุ่นยนต์จะทำได้ แต่ก็ไม่มีเสน่ห์เท่ามนุษย์

แอพพลิเคชั่น “Democrat เรียนจบ พบงาน” ‘@DemTum’ ใช้งานง่ายแค่ Add ไลน์เป็นเพื่อน ใช้ (AI) คอยวิเคราะห์และประมวลผล

แอพพลิเคชั่น ‘@DemTum’ ที่ถูกพัฒนาโดยทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ทำงานผ่านระบบของ LINE เพียงแค่พิมพ์ ‘@DemTum’ จะค้นเจอชื่อ “เรียนจบ พบงาน” จากนั้น Add เป็นเพื่อน แล้วสามารถส่งประวัติ ส่ง CV หรือ Resume ไปได้เลย ซึ่งการใช้งานก็เหมือนการแชทไลน์ทั่วไป แต่ทุก ๆ การแชท ทุก ๆ คำถามจะมีระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอยวิเคราะห์และประมวลผลบทสนทนาของผู้ใช้และตอบสนองโซลูชั่นต่าง ๆ ได้อย่างตรงความต้องการ เช่น “อยากหางาน / อยากฝึกงาน” ระบบจะทำการเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ใช้ไปหาสิ่งที่ต้องการได้ทันที ตั้งแต่การเทรนนิ่ง การจัดหางาน มีคอร์สเวิร์คช้อป แหล่งงาน (แบบเต็มเวลาและพาร์ทไทม์) แหล่งฝึกงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อช่วยอัพเดท Skill ของผู้ใช้งาน

ความพิเศษของ ‘@DemTum’ คือการได้รับความร่วมมือจาก ‘Career Visa Thailand’ บริษัทวิสาหกิจชื่อดังระดับโลก (ด้านการแนะแนววิชาชีพระดับโลก) ที่มีศักยภาพในการยกระดับฝีมือแรงงาน ซี่งได้มาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทย รวมถึงบริษัท ‘Voxy’ แอพฯ การเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่มีการนำระบบ  AI เข้ามาช่วยเหลือผู้ใช้งานให้เลือกโหมดการใช้ภาษาได้ตามประเภทของความต้องการมาร่วมเป็นพันธมิตรกับโครงการ ‘เรียนจบ พบงาน’ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้กับตลาดงานของคนไทยในยุคนี้ได้มากยิ่งขึ้น

เปิดตัวโครงการยิ่งใหญ่ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

โครงการ ‘เรียนจบ พบงาน’ ได้รับการตอบรับจากผู้คนในหลากหลายวงการที่พร้อมมาร่วมแชร์ประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในการปรับตัวเพื่ออยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ เฌอปราง แก้ว ตาหวาน BNK48 / อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับหนังพันล้าน / ตู่ ภพธร นักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง / โด่ง พีรพงศ์ ผู้ก่อตั้ง Origin Property / เมย์ ผู้ก่อตั้ง AfterU ร้านขนมชื่อดัง / ก้อง พณชิต นายกสมาคม Startup / เอ็ม ผู้ก่อตั้ง CareerVisa Thailand แนะแนวอาชีพมือโปร / หนึ่ง ปรมินทร์ อินโสม coding ตัวท็อป ผู้ก่อตั้ง Satang Pro พร้อมด้วยผู้บริหาร / เจ้าของกิจการ / HR บริษัทชั้นนำในสายอาชีพวิศวกร-ก่อสร้าง-ธนาคาร-โบรกเกอร์ โลจิสติกส์ ค้าปลีก การตลาด ท่องเที่ยว ดิจิตอล AI พลังงาน สื่อสารโทรคมนาคม มีเดีย/PR ฯลฯ อีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าร่วมกับโครงการ ‘เรียนจบ พบงาน’ และแอพพลิเคชั่น ‘@DemTum’ เพื่อสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ในแง่ของตลาดงานยุคใหม่ รวมถึงการเปิดหาแรงงานที่หลากหลายอีกมากมาย เช่น กลุ่มเซ็นทรัล / กลุ่มสยามพิวรรธน์ / HUAWEI / WHA / กลุ่มธนาคารใหญ่ของไทย / กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ / บีกริม / สยามพารากอน /  ไอคอนสยาม / ปตท. / แบล็คแคนยอน / มิลเลนเนี่ยมออโต้กรุ๊ป ฯลฯ
โครงการ “เรียนจบ พบงาน” โดยทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดกว้างแก่น้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ และรวมถึงอีกหลายท่านที่กำลังประสบภาวะตกงาน หากต้องการเดินหน้าต่อในยุค 4.0 สามารถเข้าใช้บริการ ‘@DemTum’ ในแอพลิเคชั่น LINE ได้แล้วตั้งแต่วันนี้

เรียนจบ แล้วพบงาน ไม่ตกงาน!! 
Share:

การรวมตัวของนักคิดผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมจากทั่วโลก ที่งานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

กลับมาอีกครั้งกับงาน Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020) - งานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรที่ผู้ร่วมงานจะได้เรียนรู้การสร้างและขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรผ่านประสบการณ์การลงมือทำจริง ที่จัดโดย RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร ณ ย่านราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ 1 - 3 เมษายน 2563 ซึ่งงานสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นี้ ได้รวบรวมนำเอา 240 เวิร์คชอปที่ดำเนินการโดยผู้นำทางความคิดทางด้านนวัตกรรมระดับโลกทั้งสิ้น
RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาค ที่มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product - GDP) ของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากผลการค้นคว้าในหัวข้อ นวัตกรรมองค์กรในเอเชีย พบว่า 7 ใน 10 ของกลุ่มผู้บริหารในองค์กรชั้นนำ เชื่อว่า Disruption เป็นความท้าทายที่ทุกองค์กรต้องเผชิญและต้องหาทางรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มีเพียงแค่ 3 ใน 10 เท่านั้นที่คิดว่าองค์กรของตนนั้นมีแผนการพร้อมที่จะเผชิญกับ Disruption
หมอคิด หรือ นายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อร่วมตั้ง RISE กล่าวว่า “ในปัจจุบัน นวัตกรรมนั้นได้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของทุก ๆองค์กร แต่ทว่าแค่การรับรู้ และการเข้าใจเปลี่ยนแปลง ยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมต่าง ๆ ได้ แต่การเรียนรู้วิธีการดำเนินการนวัตกรรมผ่านการลงมือทำจริงต่างหากที่จะสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมได้จริง”
Corporate Innovation Summit ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเริ่มจากการเพิ่มความสามารถให้กับผู้นำในองค์กรให้พร้อมในการดำเนินการด้านนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยในปีนี้ CIS สานต่อความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา พร้อมรองรับผู้บริหารที่เข้าร่วมงานมากกว่า 20,000 คน และเวิร์คชอปมากกว่า 240 หัวข้อ ที่ผู้นำในองค์กรสามารถเรียนรู้และร่วมปฏิบัติจริงได้ด้วยตนเอง รวมถึงทอล์คและช่วงเสวนาจากนวัตกรระดับโลกมากกว่า 200 ท่าน ที่จะร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์จริง
ภายใต้ 5 หัวข้อหลัก ได้แก่ Corporate Innovation (นวัตกรรมองค์กร), Future of Work (การทำงานในอนาคต), Deep Technology (เทคโนโลยีขั้นสูง), Creative Innovation (นวัตกรรมสร้างสรรค์), and Social Innovation and Sustainability (นวัตกรรมเพื่อสังคมและความยั่งยืน) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเคลื่อนไหวของโลกที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กรทั้งสิ้น
สำหรับงาน Corporate Innovation Summit 2020 ในครั้งนี้ RISE มุ่งเป้าจัดงานสัมมนาเรือธงระดับสากล ที่ไม่ได้ช่วยทรานฟอร์มแค่คนและองค์กร ด้วยองค์ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือใหม่ ๆ เท่านั้น แต่หวังผลักดันประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กลายเป็นหนึ่งในย่านธุรกิจและนวัตกรรมของโลก 

หากสนใจเข้าร่วมงาน Corporate Innovation Summit 2020 สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ cis.riseaccel.com

นวัตกรระดับโลกที่ตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว ได้แก่

●  Eric Ries, New York Times Bestselling Author, The Lean Startup
●  Ed Catmull, Co-founder and Former President, PIXAR
●  Austin Kleon, New York Times Bestselling Author, Steal Like An Artist
●  Mary McBride, Chair of Design Management, Pratt School of Art
●  Kotchakorn Vorrakhom, CEO and Founder, LANDPROCESS / Porous City Network
●  Artak Melkonyan, COO, UNDP SDG Innovative Finance
●  Andreas Weigend, Director, Social Data Lab / Former Chief Scientist, Amazon
●  Alvin Tse, General Manager, Xiaomi Indonesia
●  Rashmi Sharma, Global Learning & Wellbeing, Unilever (SEA & ANZ)
●  Dror Shaked, SVP Business Development, Wix.com
●  Kinari Webb, Founder, Health In Harmony
●  Em Roblin, Co-Founder, Inner Circles
●  Patrik Sandin, Chairman, The Natural Step

เวิร์คชอปจากนวัตกรระดับโลก อาทิ เช่น

●  Lean Startup In-depth for Practitioners
●  Pixar's Creative Process for Innovative Content
●  Mission 2050: Designing Smart and Soft Cities
●  Steal Like An Artist
●  Radical Listening for Sustainable Innovation
●  Startup Investment 101
●  Let's Dive into Design Sprints
●  The Responsibility Process® Leading and Coaching workshop
●  Unlearn: Let Go of Past Success to Achieve Extraordinary Results
●  Inclusive Leadership: How You Can Maximize Innovation by Unleashing People’s Full Potential
●  Rapid Ideas Generation for New Products and Services
●  How Corporate Jumpstart Innovation to Drive Sustainability Impact?
Share:

ลีวายส์® ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีหนู 2020

ลีวายส์® ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีหนู 2020 ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวผ่านข้อความ “THIS YEAR, WIN YOUR WAY” เชิญชวนวัยรุ่นหนุ่มสาวมาร่วมจุดประกาย เอาชนะความฝันในเส้นทางของตัวเองตามแบบฉบับของลีวายส์® 
โดยดึงดาราหนุ่มสุดฮอตอย่าง นน-ชานน สันตินธรกุล หรือ "นนกุล" ผู้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเองเพื่อไปสู่ความฝันสูงสุดในระดับฮอลลีวูด มาถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านคอลเลคชั่น Levi’s® Chinese New Year 2020  ด้วยไอเท็มสุดพิเศษ โทนสีแดงตัวแทนแห่งพลัง ความโชคดี และสีทองซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความมั่งคั่งรุ่งเรือง ซึ่งมาพร้อมลูกเล่นเพิ่มความโดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกในแบบฉบับของ ลีวายส์®  ได้อย่างลงตัว และพิเศษกว่านั้นพบกับเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ เมื่อลีวายส์® ได้ร่วมมือกับ จาฮัน ลอห์ (Jahan Loh) ศิลปินร่วมสมัยชื่อดังที่มีไอเดียแหวกแนวไม่เหมือนใคร
พบกับไอเท็มสุดฮอตต้อนรับเทศกาลตรุษจีนของลีวายส์® ทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ www.levis.co.th/cny2020 และพบกับ #WinYourWay ในรูปแบบของ นนกุล x Levi's® ได้ที่ https://youtu.be/OXqcPw42DSA

#LiveInLevis #Nonkul #นนกุล
Share:

ททท. เปิดตัวแคมเปญท่องเที่ยว 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Winter ฉลองครบรอบ 60 ปี ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

พีบีวัลเล่ย์ เขาใหญ่,  9 มกราคม 2563 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  พร้อมพันธมิตรท่องเที่ยว ร่วมเปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะซีรีส์  Hello Winter ฉลองครบรอบ 60 ปี ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีพิเศษที่ ททท. ก่อตั้งมาครบรอบ 60 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ททท. ภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยได้ท่องเที่ยวทั่วเมืองไทยอย่างมีความสุข และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความพิเศษ ในปีนี้ ททท. ได้จัดทำโครงการ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ 3 ฤดูกาลตลอดปี โดยเปิดตัวฤดูกาลแรก Hello Winter ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรมาร่วมมอบข้อเสนอพิเศษมากมาย
นายวิวัฒน์ ปิยะวิโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2563 บริษัทการบินไทยจะดำเนินกิจการครบ 60 ปี เช่นเดียวกับ ททท. จึงได้ร่วมกันจัดแคมเปญต่าง ๆ โดยแคมเปญ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์  Hello Winter การบินไทยร่วมจัดโปรโมชันบัตรโดยสารเส้นทางภายในประเทศราคาพิเศษ สำหรับ 2 ท่านขึ้นไป วันที่ 16 มกราคม - 15 มีนาคม 2563 พร้อมมอบส่วนลดเพิ่ม 200 บาทต่อท่าน เมื่อชำระเงินด้วยบัตรเครดิต Mastercard และรับเครดิตเงินคืน คะแนนพิเศษ เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิตพันธมิตรที่ร่วมรายการ”
นางชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยสมายล์ กล่าวว่า “ไทยสมายล์
ขอร่วมแสดงความยินดีในโอกาสพิเศษนี้ ด้วยบัตรโดยสารราคาพิเศษในราคาเริ่มต้นเพียง 1,150 บาทต่อเที่ยวบิน สำหรับเส้นทาง เชียงใหม่ เชียงราย อุบลราชธานี และอุดรธานี ซึ่งผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายจากบริการแบบฟูลเซอร์วิสของเรา ขอให้รีบสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที 10 มกราคม –20 มกราคม 2563 เท่านั้น โดยเดินทางได้ตั้งแต่ 13 มกราคม - 29 กุมภาพันธ์ 2563”
นางสาวเพลินพิศ โกศลยุทธสาร ผู้อำนวยการกิจกรรมองค์กรและส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า “สายการบินบางกอกแอร์เวยส์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุข ให้แก่คนไทยอีกครั้ง ตลอดฤดูหนาวนี้พบกับแพ็กเกจบัตรโดยสารพร้อมที่พักราคาพิเศษ พร้อมทั้งรับกาแฟฟรีจาก กลอเรีย จีนส์ คอฟฟี่ส์ ในสี่เส้นทางบิน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย สามารถสอบถามเพิ่มเติม โทร.1771
นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า “สายการบินนกแอร์ สายการบินของคนไทยเพื่อคนไทย มีความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความสุขให้คนไทย ได้ท่องเที่ยวทั่วเมืองไทยผ่านโครงการ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ นี้กับทาง ททท. และพันธมิตรการท่องเที่ยวทุก ๆ ท่าน เพราะความตั้งใจของพวกเราชาวนกคือ...ให้ผู้โดยสารทุกท่านมีรอยยิ้มไปกับทุกเที่ยวบินของนกแอร์ โดยในซีรีส์แรก Hello Winter นี้ ทางสายการบินนกแอร์จะมี Theme พิเศษ “Girl Gang ลั้นลา” ซึ่งเป็นบัตรโดยสารราคาพิเศษโดยเฉพาะสำหรับลูกค้าในโครงการ”
นายกฤษ พัฒนสาร รักษาการ ผอ.ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า “การร่วมโครงการ 60 เส้นทางแห่งความสุขฯ กับ ททท. ในครั้งนี้ แอร์เอเชีย ชูจุดเด่นการท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบมาเป็นไฮไลต์ โดยมอบโอกาสรับสิทธิบัตรอภินันทนาการ (Complimentary Voucher) สำหรับ 30 ท่านเเรก เพียงสำรองที่นั่งเเอร์เอเชียเเละซื้อเเพคเกจท่องเที่ยวชุมชนกับ Journey D ที่ ชุมชนผาหมี จ.เชียงราย ชุมชนโคกเมือง จ.บุรีรัมย์ ชุมชนพรหมโลก จ.นครศรีธรรมราช แล้วแสดงหลักฐานพร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติม ผ่าน www.journey-d.com มาท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชนในโอกาส 60 ปี ททท. ไปพร้อมๆ กันนะครับ” 
นางกุลกานดา โพธิ์เกษม ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์ บริษัท การบินไทย  กล่าวว่า “ทัวร์เอื้องหลวง ร่วมจัดเอ็กซ์คลูซีฟทริป ราคาพิเศษ ใน Theme Coffee & Tea Lover ชวนผู้ที่หลงใหลในการจิบชาและกาแฟ บินลัดฟ้าสู่เชียงราย ในวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์นี้”
นายมานพ โล่บัณฑิตกุล  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ “บันยันทรีมอบสิทธิพิเศษให้คู่รัก 30 คู่  เปิดประสบการณ์ใหม่ดินเนอร์โรแมนติกสุดหรู บนเรือ Saffron by Ban Yan Tree Bangkok ในคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ราคาสุดพิเศษ ที่ 1,850 บาท จากราคาเต็ม 3,750 บาท”
ผู้ว่าการ ททท. กล่าวสรุป “สำหรับนักเดินทางที่อายุครบรอบ 60 ปี ในปีนี้ รับสิทธิ์ลุ้นซื้อบัตรโดยสาร ราคา 60 บาท จองซื้อได้ในวันที่ 26 มกราคมนี้เท่านั้น ผ่านทางเว็บไซต์โครงการ www.60เส้นทางความสุข.com  และเพื่อส่งมอบความสุขมากยิ่งขึ้น นักเดินทางทุกคนที่ซื้อดีลท่องเที่ยวโครงการ จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล ตั๋วเครื่องบิน, บัตรกำนัลโรงแรม, แพ็กเกจท่องเที่ยว ของพรีเมียมอื่น ๆ กว่า 100 รางวัล ทุกเดือนตลอดแคมเปญ และในช่วงเดือนกันยายน ปิดฤดูกาลแห่งความสุข ททท. จะจับสลากมอบรางวัลใหญ่เที่ยวฟรี 60 เส้นทางความสุข มูลค่ารวม 1 ล้านบาท ขอให้ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการจากเพจ 60 เส้นทางความสุขนะครับ”

ติดตามเรื่องราวของ 60 เส้นทางความสุข @ เมืองไทย เดอะ ซีรีส์  Hello Winter 
Website  :  www.60เส้นทางความสุข.com 
Facebook :  www.facebook.com/60happinessroute/

Share:

บริษัท เอ็กเซลทิสฯ จับมือ เพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ ประกาศผลผู้ชนะเลิศการประกวด Clip VDO “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Neversurrender”

บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ยา จากประเทศสเปน ร่วมกับ เพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender ประกาศผลและมอบรางวัล การประกวด Clip VDO ในหัวข้อ “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Neversurrender” ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค์ต่างๆ ของผู้หญิงในแบบของคุณ ชิงเงินรางวัลกว่า 100,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรจากการประกวดครั้งนี้
มิสเตอร์เอนริเก้ คาลโว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  บริษัทฯ ร่วมกับ Facebook เพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender จัดประกวด Clip VDO ในครั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป
ได้คิดสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวการสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันให้ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต ซึ่งกำหนดให้ส่งผลงานตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2562 ถึง 15 ตุลาคม 2562 และเปิดให้โหวตผ่านทาง Facebook : ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender และ Youtube : NeverSurrender Thailand ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม - 25 พฤศจิกายน 2562 และประกาศผลผู้ชนะเลิศ ในวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา
โดยเปิดให้โหวตคะแนนให้แต่ละทีมทาง Facebook เพจ : ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender และ Youtube : NeverSurrender Thailand ทีมใดที่มีจำนวนกดไลค์และแชร์มากที่สุด จะเป็นผู้ชนะเลิศ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมากถึง 37 ทีม ได้ตัดสินคัดเลือกผู้ชนะทั้ง 5 รางวัล ซึ่งประกอบด้วย

1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม Alomdee เจ้าของผลงานเรื่อง “เราสู้เพื่อใคร”
ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และเกียรติบัตร
ซึ่งได้นำเสนอเรื่องราวของแม่ค้าขายเครื่องดื่มยามค่ำคืน
ที่ต้องสู้เพื่อครอบครัว แม้กระทั่งเวลาค่ำคืนก็ไม่ย่อท้อ

2. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ทีมสู้ เจ้าของผลงานเรื่อง
“ปรางค์ฉายชีวิตต้องสู้” ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และเกียรติบัตร
ได้นำเสนอชีวิตจริงของเด็กหญิงซึ่งพิการมาแต่กำเนิด ที่ชื่อปรางค์ฉาย
ที่มีเพียงคุณแม่คอยเลี้ยงดูเพียงลำพัง ถึงชีวิตสองแม่ลูกจะลำบากขนาดไหน
ตราบใดที่ยังมีลมหายใจสองแม่ลูกก็ยังสู้ต่อไป
เพราะคิดเสมอว่าคนที่ลำบากมากกว่าตัวเองเขาก็ยังสู้

3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม Thiwa tour life
เจ้าของผลงานเรื่อง “It's gonna be ok” ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท
และเกียรติบัตร ด้วยแนวคิดที่ว่าคนเรียนว่าเหนื่อยแล้ว
คนส่งเรียนเหนื่อยกว่า ในฐานะปัจจุบันเราเป็นนักศึกษา
หน้าที่ของเราก็คือการเล่าเรียนตามที่พ่อแม่ส่งมาเรียน
เรื่องราวของนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งเรียน ทำงาน
และก็ทำกิจกรรมต่างๆ ผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้
และก็เป็นในบทบาทนักศึกษาที่ต่อสู้กับหน้าที่ของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ

4. รางวัลชมเชย อันดับ 1 ได้แก่ทีม Lucky pig เจ้าของผลงานเรื่อง
“SuperMom” ได้รับเงินรางวัล5,000 บาท และเกียรติบัตร
ได้นำเสนอเรื่องราวของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก
เผยให้เห็นว่าชีวิตของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีความเป็นมาอย่างไร
ทำให้รู้ว่าคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมีชีวิตที่ยากลำบากขนาดไหน
แต่เราได้เปลี่ยนจากเนื้อเรื่องที่ดราม่าให้มาเป็นคอมเมดี้เพื่อจะให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย

5. รางวัลชมเชย อันดับที่ 2 ได้แก่ทีม Ladyfeas production
เจ้าของผลงานเรื่อง “Kick twist” ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท
และเกียรติบัตร ด้วยแนวคิด พลังนักสู้ของผู้หญิง
ที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
จากเรื่องจริงของเชียร์ลีดเดอร์ ที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะทำท่า
Kick twist ให้ได้ ต้องฝึกซ่อมทุกวัน ถึงจะทำท่านี้ได้
ถ้าผู้หญิงมุ่งมั่นหรือตั้งใจจะทำอะไร
เราก็สามารถทำได้ไม่แพ้ผู้ชายหรือว่าใครหลายๆ คนที่แข็งแรงได้เลย

สามารถดู Clip VDO ในหัวข้อ “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ – Neversurrender”
ของผู้ชนะทั้ง 5 รางวัล ได้ที่ทาง youtube ช่อง “NeverSurrender
Thailand” ดังนี้

1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม Alomdee  ผลงานเรื่อง “เราสู้เพื่อใคร”

2. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ทีมสู้ ผลงานเรื่อง “ปรางค์ฉายชีวิตต้องสู้”

3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม Thiwa tour life ผลงานเรื่อง
“It's gonna be ok”

4. รางวัลชมเชย อันดับ 1 ได้แก่ทีม Lucky pig ผลงานเรื่อง “SuperMom”


5. รางวัลชมเชย อันดับที่ 2 ได้แก่ทีม Ladyfeas production ผลงานเรื่อง
“Kick twist”

ทั้งนี้สามารถติดตามดูเรื่องราว บทความ สาระความรู้ และกิจกรรมดีๆ ได้ที่ Facebook เพจ “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender”, เว็บไซต์ https://neversurrender.in.th และ Youtube ช่อง “NeverSurrender
Thailand”

ข้อมูลเบื้องต้นของ บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ยาจากประเทศสเปน
เพราะเราเข้าใจทุกปัญหาของผู้หญิงและยินดีที่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ความสัมพันธ์ แรงบันดาลใจ
เพื่อให้ผู้หญิงไทยได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา กว่า 10 ปี
ที่เอ็กเซลทิสได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
ซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคมตอบแทนให้กับผู้หญิงไทยตลอดไป

ข้อมูลเบื้องต้นของเพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ – Never Surrender และเว็บไซต์
www.neversurrender.in.th เป็นพื้นที่ออนไลน์ของผู้หญิงทุกคน โดยมี
content เกี่ยวกับเรื่องสาระความรู้ สุขภาพ ชีวิต
และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนที่รู้ดีว่าตัวเองเกิดมาพร้อมศักยภาพและความเข้มแข็ง
ไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาและอุปสรรคใดๆ
และก้าวข้ามทุกปัญหาในชีวิตด้วยตัวของตัวเอง
เราพร้อมที่จะเดินเคียงข้างผู้หญิงทุกคน
และทำให้พวกเธอได้รู้สึกถึงความมั่นคงและแข็งแกร่งทั้งทางด้านจิตใจและกายภาพ
Share:

Palmaïa, The House of AÏA สถานที่พักผ่อนริมหาดสุดหรูใน Riveria Maya เปิดบ้านต้อนรับแขก ด้วยโปรแกรมแบบองค์รวมไม่ซ้ำใคร พร้อมกิจกรรมดนตรีที่มุ่งสร้างความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้ง

รีสอร์ทริมหาดสร้างใหม่แห่งล่าสุด

พร้อมมอบการเข้าพักสุดโดดเด่น 
ด้วยโปรแกรมอันน่าดื่มด่ำ
และการยึดมั่นในหลักของความยั่งยืน
พลายาเดลคาร์เมน, เม็กซิโก--9 ม.ค.-

วันนี้ Palmaïa, The House of AïA ขอเชิญชวนแขกผู้มีเกียรติทุกท่านมาร่วมสัมผัสความงดงามตระการตาของ Riviera Maya พร้อมดื่มด่ำไปกับวิถีธรรมชาติ ความสุขของชีวิต และจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ ในภูมิภาคที่เรียงรายไปด้วยรีสอร์ทและโรงแรมแห่งนี้ Palmaïa นับได้ว่ามีความโดดเด่นเหนือกว่าที่อื่นๆ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ระหว่างหาดทรายสีขาวงดงามกับปล่องน้ำพุเย็นบริเวณชายป่าอันแสนสงบ พร้อมกิจกรรมที่ออกแบบมาให้ผู้มาเยือนได้สำรวจและก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนของการใช้ชีวิตตามปกติประจำวัน

 Alexander Ferri ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและอยู่เบื้องหลัง Palmaïa ออกแบบประสบการณ์การพักผ่อนในรีสอร์ทแห่งนี้ขึ้นมาตามวิถีชีวิตของเขาเอง ด้วยความเชื่อที่ว่าการสำรวจจิตใจภายในและเคารพในธรรมชาติ ตลอดจนวิถีชุมชนนั้น เป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้ทุกคนร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย รีสอร์ทนี้จึงเป็นสถานที่ที่ผู้เข้าพักจะมีโอกาสได้เรียนรู้จากพิธีกรรมต่าง ๆ และความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งที่ถูกสร้างขึ้นที่นี่

หนึ่งในสุดยอดประสบการณ์ที่ผู้มาเยือนจะได้รับ ก็คือ โปรแกรม Architects of Life ซึ่งดำเนินการโดย ShamanBalder ของรีสอร์ท ผู้ซึ่งจะร่วมมือกับวิทยากรและไกด์รับเชิญเพื่อพาแขกไปสัมผัสกับพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีคาเคา โยคะ การบำบัดด้วยการสั่นสะเทือนของเสียง การทำสมาธิ พิธีกรรมเพาะปลูก ตลอดจนวิถีปฏิบัติตามแบบโบราณที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการคิดใคร่ครวญ การสำรวจ และความเชื่อมโยงทางจิตใจ
นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Rituals of Sound ที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความดื่มด่ำไปกับบรรยากาศทางดนตรีของเมือง Tulum และ Mykonos ในรูปแบบผ่อนคลายสบาย ๆ สำหรับแขกที่มาพักในรีสอร์ทนี้เท่านั้น โดย Palmaïa จะเปิดเวทีให้เหล่านักดนตรีผู้เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์มานำพาแขกเหรื่อดื่มด่ำไปกับจังหวะดนตรีอันแสนนุ่มลึกและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีกลิ่นอายความเป็นอะคูสติก ในกิจกรรมดนตรีที่จะเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. จนถึงเที่ยงคืนของทุกวัน เพื่อให้แขกทุกวัยได้เพลิดเพลินไปกับการตระหนักรู้อย่างสนุกสนาน

“กลุ่มผู้คิดแหวกแนวและผู้ที่ต้องการหาคำตอบทางจิตวิญญาณเริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นในชุมชนเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วโลก เพื่อเชิดชูความคิดสร้างสรรค์ ดนตรี และสิ่งแวดล้อม โดยพวกเขากำลังร่วมกันสร้างความตระหนักรู้แบบสมัยใหม่ขึ้นมา และ Palmaïa ก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสถานที่ของรวมตัวเช่นนั้น ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนริมหาดธรรมชาติแห่งเดียวในปัจจุบันที่มีวิถีคิดแบบก้าวหน้า และเป็นสถานที่อันปลอดภัยที่เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในขอบเขตของสังคมสมัยใหม่นี้” Ferri กล่าว
Palmaïa เป็นสถานที่ที่เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นทะเลแคริบเบียนหรือป่าริมทะเล โดยมีห้องพักริมหาดที่มีระเบียงส่วนตัวพร้อมวิวทะเลแคริบเบียนทั้งหมดเจ็ดรูปแบบ รวมทั้งห้องพักสำหรับครอบครัวพร้อมเตียงสองชั้นสำหรับเด็ก ห้องพักแบบอื่น ๆ สำหรับผู้ใหญ่ ตลอดจนห้องพักที่อยู่ติดกับสระว่ายน้ำไร้ขอบหนึ่งในสี่แห่งของรีสอร์ท และห้องพักที่อยู่ท่ามกลางป่าริมทะเล ซึ่งล้วนได้รับการออกแบบมาอย่างยั่งยืนและไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ จากสัตว์ ผู้เข้าพักแต่ละคนจะมีไกด์ประจำตัวตลอดการพักผ่อนครั้งนี้ และสำหรับพ่อแม่ที่พาลูกๆ มาด้วย Palmaïa ยังมีโปรแกรมกิจกรรมความสนุกแบบองค์รวมซึ่งจัดโดย Wardorf Educators ที่มีใบรับรองมาตรฐานเป็นเครื่องการันตี

ระหว่างการเข้าพัก แขกจะสามารถรับประทานอาหารในร้านอาหารสี่แห่ง พร้อมใช้บริการรถขายอาหารหรือฟู้ดทรัคที่สลับสับเปลี่ยนเมนูกันไป โดยอาหารทุกเมนูที่เสิร์ฟทั้งในร้านและฟู้ดทรัคล้วนใช้วัตถุดิบที่มาจากฟาร์มและผู้ประกอบกิจการประมงที่เชื่อถือได้ทั่วเม็กซิโก ภายใต้การดูแลของเชฟใหญ่ Eugenio Villafaña ผู้ผ่านการฝึกฝนทักษะการเป็นเชฟและคิดค้นเมนูในร้านอาหารระดับดาวมิชลินหลายแห่งทั่วโลก อีกทั้งยังมี เมนูจากผักสุดพิเศษที่ไม่เคยมีเสิร์ฟที่ไหน ๆ ใน Riveria Maya และอุตสาหกรรมโรงแรมทั่ว ๆ ไปมาก่อน จากฝีมือการรังสรรค์ของ Mauricio Alvarez ผู้เชี่ยวชาญด้านปรุงอาหารจานผักที่เคยทำงานในร้าน Noma คอยบริการให้ได้ลิ้มลองด้วย

LEK ร้านอาหารสุดหรูที่จะให้บริการอาหารเม็กซิกันชั้นเยี่ยม ในขณะที่ร้าน Mar de Olivio ให้บริการอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่แปลกใหม่ ด้านร้านอาหารตะวันออกแบบฟิวชั่น Ume จะให้บริการอาหารไทยและอาหารภาคพื้นทวีป เพื่อประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบอาลาคาร์ทที่มีไฮไลท์อยู่ที่กลิ่นอันเย้ายวน รสชาติที่ไม่ธรรมดา และสีสันที่จัดจ้าน ส่วน Su Casa นั้นเป็นบาร์และร้านอาหารริมหาดบนเนินทรายมีบรรยากาศสไตล์หาดแคริบเบียนและหาดทรายนุ่มสบายเท้า และสุดท้ายร้าน El Caminante จะมามอบประสบการณ์ฟู้ดทรัคด้วยเมนูที่สลับหมุนเวียนกันไป
นอกจากนี้ ยังมี Eolo Beach Club ให้บริการดนตรีสดโดยศิลปินจากภายนอก พร้อมบาร์ริมสระสองบาร์รอเสิร์ฟค็อกเทลผลไม้และเครื่องดื่มตามความชื่นชอบของแขกแต่ละคน ทั้ง Atlas Club ที่มีเครื่องดื่มคอยให้บริการอยู่ตลอดจนถึงช่วงกลางดึก และ Health Cafe สถานที่ที่ให้แขกได้ผ่อนคลายในบรรยากาศแบบเมืองสมัยใหม่สไตล์ลอฟท์ไปพร้อม ๆ กับการจิบชาเขียวลาเต้และรับประทานขนมปังปิ้งหน้าอโวคาโดควบคู่กันไป

รีสอร์ทนี้ยังมีสปาสไตล์ป่า Atlantis พร้อมตัวเลือกการทำพิธีกรรมแบบโบราณอย่าง Temazcal คอยให้บริการด้วย โดยผู้มาใช้บริการสปาแห่งนี้จะได้รับการแนะนำจากหนังสือเก้าเส้นทางสู่วิถีเพื่อสุขภาพ (Book of Nine Paths to Health) ซึ่งออกแบบมาเพื่อบำบัดอารมณ์ที่เป็นสาเหตุของความเจ็บปวดทางกายภาพ ในห้องบำบัดที่มีหน้าต่างสูงจรดเพดาน พร้อมวิวธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างปล่องน้ำพุที่ใช้สำหรับทำพิธีกรรมต่างๆ และการทำสมาธิ รวมถึงศูนย์ออกกำลังกายกลางบรรยากาศป่าริมทะเล

Palmaïa ยึดหลักปรัชญาที่ว่าการเจริญเติบโตภายในจิตใจเป็นเส้นทางสู่การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ จึงถูกออกแบบมาไม่ให้รบกวนภูมิทัศน์ดั้งเดิมของธรรมชาติ โดยยึดหลักการเรื่องความยั่งยืนเป็นสำคัญและมุ่งเป็นรีสอร์ทที่มีการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์แห่งแรกในโลกภายในปี 2021 ด้วยการใช้พลังงานทั้งหมดจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไว้ในรีสอร์ทและพื้นที่อื่น ๆ ในเม็กซิโก ขณะเดียวกัน แขกผู้เข้าพักก็ไม่มีทางที่จะพบเห็นขวดพลาสติกภายในรีสอร์ทแห่งนี้ เพราะเครื่องใช้ในห้องน้ำจะเป็นแบบ refill และทำจากส่วนประกอบมาจากธรรมชาติทั้งหมด รวมถึงน้ำมันหอมระเหยที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ 100%

Palmaïa เป็นชุมชนแห่งการให้ และจะให้บริการทุกอย่างที่แขกต้องการครอบคลุมอยู่ในราคาค่าที่พักที่พวกเขาจ่าย ด้วยเหตุนี้ แขกผู้เข้าพักจึงสามารถเข้าถึงบริการทุกอย่างได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และไม่จำเป็นต้องกังวลถึงคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด โดยราคาในช่วงเปิดตัวจะเริ่มต้นที่ 600 เหรียญต่อคนต่อคืน สำหรับผู้สนใจต้องการจองห้องพักหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Palmaïa, The House of AÏA กรุณาติดต่อทางอีเมล contact@thehouseofaia.com หรือทาง www.thehouseofaia.com และ @thehouseofaia
 Palmaïa, The House of AïA, An Exclusive New Beach Enclave In The Riveria Maya, Welcomes Guests With One-Of-A-Kind Holistic Programs And Deep Connecting Music Rituals
The newly constructed ocean-front resort delivers a distinctive retreat through immersive programming and an ethos of sustainability

PLAYA DEL CARMEN, Mexico, Jan. 9, 2020 -- Today, Palmaïa, The House of AïA, invites guests to celebrate the complexity of the Riviera Maya while reconnecting with nature, the sanctity of life, and the true human spirit. In a region dotted with resorts and hotels, Palmaïa stands apart with its location between a pristine white sand beach and cool-water cenotes on the cusp of the undisturbed jungle, and thoughtful programming created for guests to explore and step outside their usual comfort zones.

The founder and visionary behind Palmaïa, Alexander Ferri, designed the resort experience after his own way of living, with the belief that inner exploration and respect for nature and community is key to bringing people together to create meaningful change. The resort is a place where visitors can seek personal growth through the property's curated rituals and deep connecting ceremonies.
One of the jewels of the experience is the Architects of Life program led by the in-house ShamanBalder. Alongside hand-selected visiting teachers and guides, Balder will lead guests through rituals such as cacao ceremonies, yoga, multi vibrational sound healing, meditation, plant ceremonies, and ancient practices that inspire reflection, exploration, and connection.

The resort will also feature a Rituals of Sound program that pays homage to the music environment of Tulum and Mykonos, but in a more exclusive relaxed setting available only to guests. Palmaïa will become a stage for creative experimental musicians who will transport guests through curated deep beats, and deep-fusion electronic music with acoustic overlays. These music rituals will take place in various forms daily from 4 p.m. until midnight allowing all ages to enjoy some conscious fun.
"There is a growing community of unconventional thinkers and spiritual seekers that gather in small communities around the world to embrace creativity, music and the environment. Together we are creating a new modern collective consciousness," said Ferri. "Palmaïa was designed to be one of these gathering points, and currently the only natural, forward thinking beach enclave of its kind. A safe place where we can create positive change within the boundaries of modern society."
Perfectly matched to its surroundings of the Caribbean Sea and jungle, Palmaïa offers travelers all oceanfront suites, each with its own private terrace for views of the Caribbean ocean in seven distinctive layouts. They include suites for families with bunk-bedding for children as well as open plan suites for adults, suites with swim-out access to one of the hotel's four infinity pools; and suites nestled among the ocean-side jungle - all designed sustainably and without the use of animal products. A Nomadic Guide will be assigned to each traveler to attend to guests needs throughout the stay, and for parents, Palmaïa operates the only holistic fun children's activities program in hospitality run by certified Waldorf Educators.

While on property, guests can dine from a selection of four restaurants along with a rotating food truck, each serving ethically sourced food from trusted farms and fisheries around Mexico. Executive Chef Eugenio Villafaña, who has trained at numerous Michelin-starred restaurants, oversees the culinary programming. This includes creating parallel plant-based menus for each dining venue, a unique culinary offering in Riviera Maya and throughout the hospitality industry. Leading the plant-based dining programming is Noma alumni, Mauricio Alvarez.

The signature fine-dining restaurant LEK serves gastronomic Mexican; Mar de Olivio is a destination for redefined Mediterranean cuisine; and the Oriental-fusion restaurant Ume merges Thai and Continental cuisines for à la carte dinner experiences highlighting sensual fragrances, exotic flavors, and densely rich hues. Su Casa, an integrated beach bar and restaurant on the dunes offers a laid-back Caribbean beach ambiance, with toes-in-the-sand comforts while El Caminante, offers an authentic food truck experience with a daily rotating menu.

Eolo Beach Club plays beats by visiting sound artists, twopool bars serve fresh fruit cocktails and custom creations based on guests' mood, and the exclusive Atlas Club creates libations late into the night and houses a Health Café where guests can relax in a more modern city loft environment while sipping matcha lattes and snacking on avo-toasts.

The resort also includes a jungle spa, Atlantis, where ancient ceremonies like the storied Temazcal are included in the menu of services. At Atlantis, one is guided by the Book of the Nine Paths to Health, designed to treat emotions as root causes rather than physical pain. Treatment rooms feature floor to ceiling windows that look out onto the foliage and are immersed between natural cenotes used for rituals and meditation. The fitness center is also hidden in the jungle.

Guided by the philosophy that personal growth is the path to connect with Nature, Palmaïa was conceptualized without disturbing the original landscape of nature. The resort was designed with sustainability in mind and strives to become one of the first true carbon-neutral properties in the world in 2021 by compensating the energy Palmaïa uses by building solar panels on the resort and in other parts of Mexico. Additionally, guests will not find plastic water bottles on property and all bathroom amenities will be refillable and made with 100% biodegradable ingredients and essential oils.

PalmaÏa is a gifting community, and will provide everything guests need in the cost of a stay, so guests can enjoy unrestricted access without the hassle of exchanging currency. Opening rates start at $600 per person per night. For reservations and information about Palmaïa, The House of AïA, please email contact@thehouseofaia.com or visit www.thehouseofaia.com and @thehouseofaia. 
Share:

รพ.ธนบุรี ชวนน้องๆ ร่วมงาน "Cowboys and Bohemian Children's Day 2020" พร้อมกิจกรรมสนุกมากมาย

โรงพยาบาลธนบุรี ขอเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมงานวันเด็ก ประจำปี 2563 ภายใต้ชื่องาน "Cowboys and Bohemian Children's Day 2020" ที่จำลองบรรยากาศชนเผ่ามาไว้ที่ลานกิจกรรม นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่พร้อมสร้างรอยยิ้ม ความประทับใจ และเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้น้องๆ ได้สนุกกับงานวันเด็กอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น...

  • กิจกรรมสนุกๆ พร้อมของรางวัลและของแจกมากมาย
  • เยี่ยมน้องๆ ผู้ป่วย OPD และ IPD ตาม Ward พร้อมมอบของขวัญให้น้องๆ เพื่อสร้างรอยยิ้มวันแห่งความสนุกด้วยกัน
  • บริการอาหารและเครื่องดื่มให้น้องๆ ได้เติมพลังต่อเวลาความสนุกได้ตลอดงาน
  • โบโซ่เพ้นท์หน้า แฟนซี

เตรียมพลังเด็กรุ่นใหม่ไว้ให้พร้อม... แล้วมาสนุกด้วยกัน ในวันเสาร์ที่ 11 ม.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 -11.00 น. ณ ลานกิจกรรม อาคาร 4 ชั้น 1 โรงพยาบาลธนบุรี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2487-2000 ต่อ 2422 (ฝ่ายการตลาด) หรือ  https://www.thonburihospital.com/Children_s_Day_2020.html 
Share:

ต้อนรับปีหนูทอง เฉลิมฉลองตรุษจีนสไตล์โมเดิร์น ไชนีส ที่ ห้องอาหารจีน เย่า เรสเตอรองท์

กรุงเทพมหานคร, 8 มกราคม, พ.ศ. 2563 - เย่า เรสเตอรองท์ ห้องอาหารจีนบนชั้น 32 ของโรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุร วงศ์ เชิญชวนทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ต้อนรับปีหนูทองระหว่างวันที่ 25 – 27 มกราคม 2563 นี้ด้วยหลากหลายเมนูอาหารจีนเลิศรสเคล้าวิวกรุงเทพฯ ด้วยการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ผสมผสานความคลาสสิกแบบจีนแท้ๆ เข้ากับความทันสมัยของมหานคร จะให้คุณรู้สึกราวกับได้ไปเฉลิมฉลองตรุษจีนนี้ในนครเซี่ยงไฮ้เลยทีเดียว

สำหรับช่วงเวลาพิเศษในเทศกาลตรุษจีนนี้ ห้องอาหารเย่าอวยพรปีใหม่ให้กับทุกท่านด้วยอาหารที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ โดยเหล่าเชฟอาหารจีนมากประสบการณ์ ทั้งเมนูแบบอาลาคาร์ท และเซตเมนูพิเศษ ไม่ว่าจะมาเดี่ยว หรือมาฉลองทั้งครอบครัว 3 แบบ 3 สไตล์ พร้อมโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเชฟชาวจีนชื่อดัง หวัง เวนบิน ที่จะมาดึงเส้นบะหมี่สดด้วยลีลาอันน่าตื่นตาตื่นใจ ในบรรยากาศแสนเพลินเพลินด้วยเสียงดนตรีอันไพเราะของกู่เจิ้ง เครื่องดนตรีคลาสสิกของจีนที่จะบรรเลงคลอเคล้าตลอดมื้ออาหาร 
สำหรับเทศกาลตรุษจีนที่ห้องอาหารเย่าให้บริการเวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำเวลา 18.00-22.30 น. โดยทุกท่านสามารถเลือกรับประทานอาหารแบบเป็นส่วนตัวได้ในห้องส่วนตัวและห้องวีไอพีที่รองรับแขกได้ 6-20 ท่าน พร้อมวิวกรุงเทพอันตระการตา เพื่อให้สัมผัสกับความสุนทรีย์ในมื้ออาหารได้อย่างเต็มที่

มาร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยมื้ออาหารแห่งความสุขได้ที่ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ เพื่อให้ปีหมูทองปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับคุณ อาลาคาร์ทและเซตเมนูพร้อมเสริฟมื้อกลางวันแลมื้อค่ำ เซตเมนูเริ่มต้นที่ 3,280++ บาทต่อท่าน สำรองที่นั่งล่วงหน้าหรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-088-5666 หรือ www.bangkokmarriottsurawongse.com
Share:

“ชัชวาลย์ เจียรวนนท์” นำทัพ 8 บริษัทยักษ์ใหญ่ เปิดโปรเจกต์ Lightnet ระบบการเงินเทคโนโลยี Blockchain ระดมทุนรอบ Series A กว่า 1,000 ล้านบาท หวังขึ้นแท่นศูนย์กลางการเงินใหม่ของเอเชีย

Lightnet บริษัทฟินเทค ก่อตั้งโดย คุณชัชวาลย์ เจียรวนนท์ หนึ่งในสมาชิกครอบครัวของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และคุณตฤบดี อรุณานนท์ชัย อดีตนักการเงินและผู้ประกอบการสายเทคโนโลยี แถลงข่าวเปิด Lightnet อย่างเป็นทางการผ่านการระดมทุนในรอบ Series A มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท นำโดยเครือบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง UOB Venture Management, Seven Bank, Uni-President Asset Holdings, HashKey Capital, Hopeshine Ventures, Signum Capital, Du Capital และ Hanwha Investment and Securities มุ่งเป้าสร้างระบบชำระเงินยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain
คุณชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัทของ Lightnet เปิดเผยว่า Lightnet ก่อตั้งขึ้นเพื่อมาเป็นศูนย์กลางการชำระเงินแห่งใหม่เพื่อให้บริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ต้นทุนต่ำ และรวดเร็วทันใจแก่ประชากรมากกว่า 4 พันล้านคนทั่วทั้งเอเชีย ผ่านเทคโนโลยี Blockchain บนเครือข่ายระบบปฏิบัติการจากอเมริกาในนาม Stellar Network ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่จะมาเปลี่ยนโฉมโลกการเงินออนไลน์ในอนาคต 
Lightnet ตั้งเป้าที่จะปฏิรูปตลาดการส่งเงินข้ามประเทศ (Cross-border Remittance Market) ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เริ่มต้นจากแรงงานข้ามชาติกว่า 11 ล้านคน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของธนาคาร ทำให้ต้องพึ่งพาการใช้ระบบการเงินแบบเก่าที่มีต้นทุนสูง ทั้งยังกระจัดกระจาย และล้าสมัยอย่าง SWIFT รวมถึงบริการที่อันตรายอย่างการเงินใต้ดิน โดยตลาดแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่อยูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งบริการเหล่านี้มีมูลค่าสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ นับว่าเป็นต้นทุนที่สิ้นเปลืองและรอการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่าอย่าง Smart Contract และ Blockchain
คุณตฤบดี อรุณานนท์ชัย ผู้ก่อตั้งและรองประธานบริษัท Lightnet กล่าวเสริมว่า Lightnet ตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะมีทำธุรกรรมการเงินได้มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท จากเครือข่ายพันธมิตรของเรา นั่นคือเหตุผลที่เราเน้นย้ำยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง Ecosystem แก่ตลาดท้องถิ่น ในการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการได้อย่างทั่วถึง
กลุ่มนักลงทุนชั้นนำของ Ligthnet นั้นนำโดย UOB Venture Management and Hanwha Investment and Securities ซึ่งเป็นเครือบริษัทที่ใหญ่และมีอิทธิพลที่สุดในสิงคโปร์และเกาหลีตามลำดับ รวมถึงบริษัท Seven Bank (TKO: 8410) จากกลุ่มบริษัท Seven & I Holdings ผู้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ 7-Eleven ทั้งหมดในญี่ปุ่นและร้านสะดวกซื้ออีกประมาณ 69,200 ร้านทั่วโลก, บริษัท Uni-President Asset Holdings บริษัทด้านลงทุนของ Uni-President Enterprises Corp., ผู้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ 7-Eleven และ Starbucks มากกว่า 9,000 สาขาในไต้หวัน จีน และฟิลิปปินส์ รวมถึงบริษัท Hashkey Capital บริษัทด้านลงทุนของเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์และการเงินในจีนอย่าง WanXiang Group
คุณสุวิชชา สุดใจ CEO ของบริษัท Lightnet อธิบายเพิ่มเติมว่า นวัตกรรมของ Lightnet ประกอบไปด้วย 3 นวัตกรรม ได้แก่ BridgeNet, LiquidNet และ SmartNet โดยตอนนี้โครงข่ายหลักของผลิตภัณฑ์นั้นได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และคาดว่าจะเปิดบริการ BridgeNet เป็นอันดับแรกในช่วงต้นปี 2563 นี้ ในด้านผู้ใช้บริการ Lightnet สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว่า 5 แสนรายจากเครือข่ายตัวแทนผู้ให้บริการ Lightnet ยังมีแผนที่จะเปิดตัวบนเครือข่ายพันธมิตร อีกหลายประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น, ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นระบบการโอนเงินข้ามประเทศและชำระเงินชั้นนำของโลก อย่าง MoneyGram, Seven Bank, Yeahka และ Ksher ภายในปี 2563 นี้
โดยการระดมทุนรอบนี้ยังทำให้ Lightnet เป็นบริษัทด้าน Blockchain หนึ่งเดียวในเอเชียที่ได้รับเงินทุนจากเครือบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 มากถึง 6 บริษัท และเครือพันธมิตรนี้ยังเป็นช่องทางให้ Lightnet เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ที่มีความต้องการบริการทางการเงินที่ดีกว่ามากกว่าหลายล้านคนทั่วภูมิภาคอีกด้วย
Lightnet ได้รวบรวมความพร้อมรอบด้านทั้ง ทีมนักพัฒนา Blockchain ระดับโลก ความรู้ในตลาดท้องถิ่น พันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย และ Ecosystem ที่สมบูรณ์ เพื่อที่จะผลักดันเทคโนโลยี Blockchain ให้เกิดการนำมาใช้ในวงกว้าง และมีเป้าหมายที่จะส่งมอบนวัตกรรมการเงินที่น่าเชื่อถือ เข้าถึงได้ง่ายให้แก่ทุกคนอย่างแน่นอน ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ กล่าวปิดท้าย


Share:

Fanpage :: FABCE BOOK

Contact Us :: Tel 081-434-5154

Growupthailand89@gmail.com

Add Line Click

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก