ติดตาม ความเคลื่อนไหวทั่วไปของไทยแลนด์ ในยุค 4.0 ได้ที่นี่

  • This is default featured slide 1 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 2 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 3 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 4 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 5 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

จุดพลุเปิดตัวพรรคไทยสมาร์ทอย่างเป็นทางการ“นายเกียรติภูมิ สิริพันธุ์” หัวหน้าพรรค อาสากู้วิกฤติในประเทศไทยประกาศชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งสมัยหน้ากางแผนยุทธศาสตร์ดึงเทคโนโลยีสร้างความสมาร์ท ยกระดับประชาชนในประเทศไทยสู่ระดับโลก

กรุงเทพมหานคร : นายเกียรติภูมิ สิริพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสมาร์ท เปิดเผยว่า “ พรรคไทยสมาร์ท ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2565 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี ในวันนี้วันที่ 8 พฤษภาคม 2565 จึงได้ฤกษ์เปิดตัวพรรคไทยสมาร์ทแก่สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติ ในฐานะหัวหน้าพรรค เกิดจากแรงบันดาลใจต้องการเห็นภาพประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศพัฒนา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลกมาสร้างความสมาร์ทให้แก่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจ ชุมชน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าในทุกอาชีพ สอดคล้องกับสโลแกนพรรค “ ปลดหนี้ มีรายได้ หายจน คนไทยสมาร์ท เพื่อประเทศไทย”

พรรคไทยสมาร์ท มองเห็นสภาวะวิกฤติในประเทศไทย อาทิ ไวรัสโควิด-19 , สงคราม ,น้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น สินค้าอุปโภค บริโภคราคาขยับสูงตามลำดับ ปัญหาการตกงาน และขาดแคลนรายได้ เป็นต้น ทำให้พรรคไทยสมาร์ท เป็นพรรคใหม่ในประเทศไทย ต้องการใช้ความรู้ความสามารถเข้ามาอาสาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง และมุ่งหวังพัฒนาประเทศไทยด้วยความจริงใจ ส่วนแรกคือด้านเศรษฐกิจในครัวเรือน ตามวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro-Economic) และ


ส่วนส่วนที่สอง คือ ด้านเศรษฐกิจของประเทศตามวิชา เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macro-Economic) สอดคล้องกับการสร้างวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของทุกครัวเรือน ให้ประชาชนมีรายได้ แทนการกู้หนี้ยืมสิน แน่นอนที่สุด การกู้หนี้ยืมสินจะก่อหนี้ครั้งเดียวพร้อมมีภาระผูกพันในการจ่ายค่าดอกเบี้ย + คืนเงินต้น หากหาเงินไม่ทันใช้หนี้ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ สำหรับมุมมองการแก้ปัญหา ในทางกลับกัน หากประชาชนเป็นคนสมาร์ทก็จะได้รูปแบบการสร้างรายได้ ดีกว่าแบบแรกแน่นอน เพราะประชาชนจะไม่มีภาระดอกเบี้ย ไม่ต้องใช้เงินคืน ไม่ใช่ได้แค่ครั้งเดียว แต่สามารถมีรายได้ไปตลอด ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนนั้น มีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระของสังคม เป็นต้น”

นายเกียรติภูมิ หัวหน้าพรรค กล่าวต่อไปว่า “ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ หากทุกครัวเรือน มีความสมาร์ท ทุกคนก็จะสร้างรายได้ด้วยตนเอง กำลังซื้อโดยรวมก็จะดีขึ้น ประเทศไทยก็จะมีเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้น ไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนา จุดเด่นพรรคไทยสมาร์ท ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาช่วยประชาชนให้มีความสมาร์ท จิ๊กซอว์ให้ประชาชนสร้างรายได้มากขึ้น ยกตัวอย่าง อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถแก้ภาวะวิกฤติน้ำมันแพง โดยประชาชนสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ไฟฟ้า 1 หน่วย หากผลิตจากน้ำมัน หรือ ถ่านหิน จะมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงครามเช่นนี้ ถามว่า ต้นทุนไฟฟ้าจากน้ำมัน ประชาชนต้องรับภาระค่าน้ำมัน แต่ต้นทุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พลังงานลม เป็น ศูนย์ เพราะแสงอาทิตย์และลมนั้นได้มาฟรีๆหากเราสมาร์ท เมื่อประชาชนรู้จักใช้เทคโนโลยีแปลงแสงแดดเป็นไฟฟ้า นี่คือความสมาร์ทที่เกิดขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากประชาชนใช้เทคโนโลยี WiFi, AI, Big Data มาใช้ในภาคเกษตรกรรม เมื่อ Smart Farmers ดูจาก Big Data จะทราบว่า ราคาสินค้าในตลาดโลกเป็นอย่างไร ? วิธีการลดต้นทุนสินค้าควรทำอย่างไร ดินประเภทใดเหมาะกับสินค้าแบบใด ประชาชนก็สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ผลิตสินค้าและเจาะตลาดโลกได้ ตอบโจทย์ความความสมาร์ท ก่อสร้างรายได้แบบยั่งยืน พวกเราทุกคนสามารถมาร่วมพลิกโฉมประเทศไทยให้มีSmart Farmers ได้ทุกหนทุกแห่ง และประเทศไทยก็จะมีรายได้ประชาชาติ ผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศค่อยๆพัฒนาขึ้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในที่สุด ดึงรายได้เข้าประเทศแทนการกู้ยืมเงิน ลดภาระหนี้สิน พรรคจึงมั่นใจว่าการใช้ความสมาร์ทในการหาเงินเข้าประเทศแทนการเป็นหนี้ ผมจึงขออาสาชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคไทยสมาร์ทมีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฏร ครบ 400 เขต”

 “ ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายของพรรคไทยสมาร์ท เจาะประชาชนทุกคน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน และผู้อาวุโส ด้วยความตั้งใจที่จะน้อมนำเอาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้ในทุกกลุ่ม เช่น คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นวัยเรียนรู้ เหมาะกับการเสาะแสวงหาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตของพวกเขา และพวกเขาจะสามารถใช้สมาร์ทเทคโนโลยี ในการสร้างรายได้ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยได้ ด้านกลุ่มคนทำงาน รวมถึง กลุ่มผู้ใหญกลุ่มผู้บริหารที่ประสบการณ์ในการทำงาน นับว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ พัฒนาประเทศ เมื่อประชาชนเข้าใจประยุกต์ใช้สมาร์ทเทคโนโลยี ในการสร้างเศรษฐกิจให้กับประชาชนและประเทศชาติ และกลุ่มผู้อาวุโสนั้น 

พรรคไทยสมาร์ทเล็งเห็นว่าท่านเหล่านี้มีประสบการณ์อันทรงคุณค่าต่อคนรุ่นอื่นและต่อต่อไป เนื่องจากท่านผ่านประสบการณ์มามากที่สุด และในยุคสมัยของพวกท่านยังไม่มีเทคโนโลยีนำสมัยเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นท่านเหล่านี้จะแชร์ประสบการณ์ที่ท่านผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความยากลำบากมาจากยุคที่ไร้เทคโนโลยีมาได้อย่างไรให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเข้าใจ ว่าคนรุ่นใหม่นั้นโชคดีเพราะมีโอกาสเข้าถึงสมาร์ทเทคโนโลยี ที่จะนำพาชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพ และเศรษฐกิจโดยรวม ให้พัฒนาขึ้นได้ ”

นายเกียรติภูมิ หัวหน้าพรรค กล่าวเพิ่มเติมว่า “ พรรคไทยสมาร์ท วางแผนกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน จากความสามารถ ผลงานและรางวัลการันตีกว่า 10 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นที่ชัดเจนคือ โครงการตัวอย่างคือเราสร้างรายได้จากการใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และแบ่งปันรายได้ให้สหกรณ์การเกษตร ปีละ 10 กว่าล้านบาท โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล ที่ผลิตไฟฟ้าโดยมช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน และที่สำคัญคือแบ่งปันรายได้ให้ประชาชน รวมถึงให้ความสำคัญจิตสาธารณะเพื่อประชาชน ดังนั้นตัวผมกับสมาชิกในพรรค จะเน้นทำความดีตลอดไป ให้ประชาชนเชื่อมั่นในผลงาน ความมุ่งมั่น นำศักยภาพของตนเองและสมาชิกในพรรค นำสมาร์เทคโนโลยีมาสร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม พรรคไทยสมาร์ทเป็นพรรคน้องใหม่ พรรคได้จัดประชุมใหญ่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีการจัดตั้งสาขาภาคครบตามที่กฎหมายกำหนด พรรคมีการรับสมัครสมาชิกตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่หัวใจแกร่ง เข้าใจปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหา คาดว่าฐานเสียงของพรรคจะสามารถโกยได้ 1 ใน 4 ของภาพรวมพรรคการเมืองในทุกพรรคในประเทศไทย และเดินหน้าตั้งเป้าหมาย 100 เสียง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ชูหัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนต่อไป ในระยะเวลาอีก 1 ปี เดินหน้าจัดตั้งตัวแทนสาขาให้ครบ 77 จังหวัดแน่นอน”

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวพรรคไทยสมาร์ท ผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ FanPage Facebook : พรรคไทยสมาร์ท Thai Smart Party

Share:

“พม. ร่วมกับ เอสซีจี โดย บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับถุงปูนซีเมนต์รอการทำลาย ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนไร้ที่พึ่ง “

วันนี้ (28 เม.ย. 65) เวลา 09.30 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) การดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาทักษะชีวิต ภายใต้โครงการ “ปฏิบัติการ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ระหว่างกระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กับ เอสซีจี โดยบริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด โดยมี นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และนายสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Office - Cement and Green Solution Business ในเอสซีจี ร่วมลงนาม อีกทั้งมีนางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ

นายจุติ กล่าวว่า กระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) มีภารกิจสำคัญในการจัดสวัสดิการสังคม ช่วยเหลือ คุ้มครอง และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมทั้งกลุ่มคนไร้ที่พึ่งซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ตามนโยบายรัฐบาล "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" 

โดยได้ขับเคลื่อนโครงการ “ปฏิบัติการ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการให้ความช่วยเหลือทุกรูปแบบและขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ทั้งนี้ จึงได้มีความร่วมมือ (MOU) การดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาทักษะชีวิต ภายใต้โครงการ “ปฏิบัติการ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” กับ เอสซีจี โดยบริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด 

นายจุติ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ เป็นสิ่งที่ประกาศให้เห็นว่าครอบครัว เอสซีจี กับครอบครัว พม. จับมือกัน เพื่อดูแลคนไร้ที่พึ่ง เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งสิ่งที่เราทำคือ การนำความคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนไร้ที่พึ่ง และคนที่ไม่มีอาชีพได้สามารถสร้างอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ 

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศมหาอำนาจทางวัฒนธรรม ปรัชญาความคิด โดยเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่คนไทยนำมาถือปฎิบัติ และวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความพอเพียงคือ การแปรรูปขยะสู่ทองคำ เป็นเงินได้ และจากที่ไม่มีโอกาสก็สามารถสร้างโอกาสต่อได้ ทางเอสซีจี และ กระทรวง พม. เราได้ร่วมกันสร้างงาน อาชีพ รายได้ และสร้างบ้านให้กับผู้ที่ด้อยโอกาส และเราหวังว่าจะมีสิ่งดีๆ ให้กับประเทศไทยและให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาสได้มีโอกาสต่อไป

นายสยามรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า เอสซีจี มุ่งดำเนินแผนงานตามนโยบาย ESG 4 Plus ในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำและความร่วมมือ โดยการพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนไร้ที่พึ่งที่อยู่ในการดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการทั้ง 14 แห่ง ผ่านการเพิ่มมูลค่าถุงปูนซีเมนต์รอการทำลาย นำมาจัดทำเป็นสินค้า


อาทิ กระเป๋าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยกลุ่มคนไร้ที่พึ่งจะได้มีโอกาสฟื้นฟูทักษะอาชีพ สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีโอกาสในการช่วยเหลือตัวเองและกลับคืนสู่สังคมได้ ทั้งนี้ เอสซีจี จะเป็นผู้ดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าและขยายช่องการทางการจัดจำหน่าย นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งตอบสนองนโยบายรัฐบาล "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ลดความเหลื่อมล้ำ และ BCG Economy



Share:

ททท.ประกาศความสำเร็จ โครงการ “Thailand Holideals” กระตุ้นตลาดด้านการท่องเที่ยวด้วยสิทธิพิเศษมากมาย

 

โครงการ “Thailand Holideals” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีการจัดทำและคัดสรรสิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆ จากสถานประกอบการชั้นนำด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ได้สร้างความสำเร็จให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยกระตุ้นการเดินทาง เกิดการกระจายรายได้ ตลอดจนสามารถสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยสิทธิพิเศษมากมาย

โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ร่วมกับบริษัท กู๊ด มู๊ด จำกัด จัดทำโครงการ “Thailand Holideals” เพื่อคัดสรร และรวบรวมสิทธิพิเศษส่วนลดด้านการท่องเที่ยวจากสถานประกอบการชั้นนำทั่วประเทศไทย โดยครอบคลุมทุกหมวดหมู่ด้านการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สปา นันทนาการ และบริษัทนำเที่ยว ฯลฯ รวมถึงได้จับมือกับเหล่าพันธมิตรผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น MVP, KLOOK และ Ascend Travel ในการเพิ่มช่องทางการนำเสนอสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย  พร้อมทั้งสร้างความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน รองรับเทรนด์และไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางรุ่นใหม่ โดยการใช้เหรียญดิจิทัลแทนการใช้เงินสดในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ความล้ำสมัยให้กับการท่องเที่ยวของไทย เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว Free Individual Traveler และ Group Individual Traveler ที่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ ๆ 

ปัจจุบันโครงการ “Thailand Holideals” ได้รวบรวมสิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆ ครอบคลุมทุกการบริการด้านการท่องเที่ยว จากผู้ประกอบชั้นนำทั่วประเทศไทย โดยรวบรวมไว้บนเว็บไซต์  www.tourismthailand.org/holideals และบนช่องทางของพันธมิตร อาทิ www.mvp-coin.com/hotel/holideals/ มากกว่า 500 สิทธิพิเศษ ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยมีผู้สนใจเข้ามาเลือกซื้อสิทธิพิเศษมากกว่า 70,000 pax ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมาก

จากความสำเร็จของโครงการ“Thailand Holideals”  ททท. จึงมีแผนเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้โครงการ “Thailand Holideals” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่า และกระจายรายได้ให้กับผู้ประกอบการและพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตลอดจนสามารถฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

Share:

“เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป” จัดข้อเสนอสุดฮอต ต้อนรับซัมเมอร์ เสิร์ฟเมนูพิเศษ “ข้าวเหนียวมะม่วงบีเคเค” พร้อมเนรมิตโชว์รูมให้กลายเป็นที่พักร้อนกับแคมเปญ “BKK SUMMER FEST 2022”

เบนซ์ บี เคเค กรุ๊ป ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการโดยได้สิทธิ์จำหน่ายครบทุกซับแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach, Mercedes-EQ รวมถึง Mercedes-Certified พร้อมศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังแบบครบวงจร ชวนลูกค้าผ่อนคลายในหน้าร้อน พร้อมเป็นเจ้าของเบนซ์สุดหรูง่าย ๆ กับแคมเปญ “BKK SUMMER FEST 2022 ต้อนรับซัมเมอร์ รับข้อเสนอสุดฮอต” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 โดยได้สร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่โชว์รูม ณ เบนซ์ บีเคเค บางนา ในช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยการขยายโปรโมชั่นดีลดีต่อเนื่องจากงานมอเตอร์โชว์ และเตรียมของแถมมากมายไว้ให้ลูกค้า นอกจากนี้ ยังได้เชิญเซเลบริตี้หนุ่ม-สาวมากความสามารถอย่าง คุณออน-สมฤทัย สางชัยภูมิ และ คุณสุด-วัฒนพล อุทยานะกะ แห่ง SF Brandname มาร่วมรับประทาน “ข้าวเหนียวมะม่วงบีเคเค” เมนูสุดฮอตในตอนนี้ ระหว่างรอประชุมกับทีมงานที่ห้องประชุมพิเศษ ในพื้นที่ Co-Working Space ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการพิเศษสำหรับลูกค้าคนพิเศษของเบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป สามารถจองและใช้ห้องประชุมระหว่างรอรถที่นำมาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการได้อีกด้วย 

คุณปรารถนา - คุณปัณฑารี ลิขิตพฤกษ์ สองผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งบริษัทเบนซ์ บี เคเค กรุ๊ป จำกัด ที่วันนี้มีโอกาสได้ต้อนรับเซเลบริตี้สาวสวย และหนุ่มหล่อมากความสามารถ คุณออน-สมฤทัย สางชัยภูมิ และคุณสุด-วัฒนพล อุทยานะกะ แห่ง SF Brandname อย่างเป็นกันเอง กล่าวว่า “ซัมเมอร์ปีนี้จะมีความพิเศษหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การตกแต่งโชว์รูมในธีมซัมเมอร์ บีช ตั้งใจทำขึ้นเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่ก้าวมาชมรถของเราที่โชว์รูม ให้รู้สึกสบายตา สบายใจ สร้างแรงบันดาลใจให้อยากออกเดินทางท่องเที่ยวไปกับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์คันโปรด พร้อมเสริฟเมนูพิเศษสุดฮอตในตอนนี้ ข้าวเหนียวมะม่วงบีเคเค และเครื่องดื่มดับร้อนชั้นดีอย่าง Coffee Yuzu, Orange & Passion Fruit Juice และSummer On The Beach ให้กับลูกค้าคนสำคัญ ระหว่างรอรับรถอีกด้วย”

คุณปัณฑารี กล่าวเสริมว่า “ในนาม เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจด้านการค้าปลีกยานยนต์แถวหน้าของประเทศไทย เราได้ให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียมมายาวนาน และต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวคิด “BKK Group – Unlimited Experience” เน้นสร้างความแตกต่างที่เหนือระดับ ด้วยบริการ และกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าผ่านประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย เฉพาะตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ภายใต้กลยุทธ์ Experiential Marketing สำหรับแคมเปญนี้เราอยากให้ลูกค้าที่มาใช้บริการที่โชว์รูมเบนซ์ บีเคเค บางนา รู้สึกถึงความพิเศษและแตกต่าง ซึ่งตรงนี้จะมีส่วนช่วยสร้างความทรงจำที่จะส่งผลในเชิงอารมณ์และความรู้สึกให้กับลูกค้าผู้มาใช้บริการค่ะ”

ทางด้าน คุณออน-สมฤทัย สางชัยภูมิ และคุณสุด-วัฒนพล อุทยานะกะ แห่ง SF Brandname ร่วมแชร์ประสบการณ์ในครั้งนี้ว่า “ประทับใจทุกครั้งที่นำรถเข้ามารับบริการที่เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ปค่ะ อย่างซัมเมอร์นี้มีเสริฟเมนู ข้าวเหนียวมะม่วงบีเคเค ด้วย อินเทรนด์มากๆ วันนี้ออน และคุณสุด จองใช้ห้องประชุมระหว่างรอรับรถไว้ด้วย วางแผนมาดีดี จองคิวเพื่อนำรถเข้าเช็คระยะ เผื่อเวลานั่งพักสักหน่อย ที่นี่มีบริการเสริฟอาหารคาว-หวาน และเครื่องดื่มครบครัน เมื่อถึงเวลาประชุม ทีมงานมากันพร้อมเราก็สามามรถใช้ห้องประชุมที่จองไว้ได้เลย เรียกว่ามาที่เดียว ไม่เสียเวลา แถมความสะดวกสบายที่ได้รับก็แตกต่าง และเหนือระดับจริงๆค่ะ”

ซัมเมอร์นี้เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ปให้คุณได้เป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ กับข้อเสนอสุดพิเศษ ที่พลาดไม่ได้กับการเลือกรับ ฟรี! เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง 5 ปี*, ฟรี! วารันตี 3-5 ปี*, ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 3-5 ปี*, ฟรี! บัตรน้ำมัน มูลค่า 5,000.- *, จองและรับรถ ฟรี! Apple Watch Series 7 * (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

สำหรับลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ รับฟรี! MB Oil 1 ลิตร สำหรับลูกค้า Walk-In* และรับฟรี! MB Oil เพิ่มอีก 1 ลิตร สำหรับลูกค้า OAB ที่นัดหมายผ่านระบบออนไลน์ http://mb4.me/OAB_BenzBKKGroup *, รับส่วนลด 20% สำหรับอะไหล่แท้ที่ร่วมรายการ*

พบกับความพิเศษในช่วงซัมเมอร์ได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2565 ณ โชว์รูมเบนซ์ บีเคเค บางนา โทร 02-745-2222

สามารถติดตามข่าวสารของBenz BKK Groupได้ที่​ ​www.benzbkkgroup.co.th เฟสบุ๊คและอินตราแกรม @benzbkkgroup

Share:

เจ้าพ่อรางวัลด้านความงาม หมอเมฆ ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) กวาดอีก 2 รางวัลใหญ่ระดับประเทศ

 

ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) โดยคุณหมอเมฆ นายแพทย์วัชพล ธนมิตรามณี อาจารย์แพทย์ผิวหนังมากประสบการณ์ด้านฟิลเลอร์ และแพทย์หญิงพิชญานิน สื่อมโนธรรม ผู้ร่วมก่อตั้ง เข้ารับรางวัลเกียรติยศด้านความงามอีกครั้ง โดยในปี 65 นี้นับตั้งแต่ต้นปี ด็อกเตอร์เมฆคลินิก (Doctor Mek Clinic) คว้ามาแล้วทุกรางวัลที่มี ไม่น้อยกว่า 10 รางวัลที่เป็เครื่องหมายยืนยันคุณภาพและบริการของคลินิกความงามอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย 

ตอกย้ำการเป็นตัวจริงเรื่องฟิลเลอร์ ซึ่งล่าสุดรับเพิ่มกับรางวัลสำคัญในรางวัลที่มีชื่อว่า “รางวัลคลินิกที่มียอดฉีดฟิลเลอร์ Belotero สูงสุดในประเทศไทย ปี 2021 (Infinite Award)” และ “Top คลินิกที่มียอดใช้ Ulthera สูงในประเทศไทย ปี 2021 (Star of Excellence for Ulthera)” โดยมีแพทย์หญิงชัญญา บุญพาล้ำเลิศ หนึ่งในทีมแพทย์ผู้มากประสบการณ์ร่วมยินดี ในงาน Merz Gala The 7 Featnomenon ปรากฎการณ์ความสำเร็จ 7 ประการ ที่จัดขึ้น ณ โรงแรม Four Season เมื่อไม่นานมานี้ 

ปรึกษาแพทย์ผู้มากประสบการณ์ติดต่อ

FB: https://www.facebook.com/doctormekclinic

IG: https://www.instagram.com/doctormekclinic

Line: @doctormekclinic หรือคลิ๊ก lin.ee/vZRQpE9

Website: www.doctormekclinic.com


Share:

กรมสุขภาพจิต ร่วมกับสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายพันธมิตร รวมพลังสนับสนุนผู้ป่วยไบโพลาร์ให้เข้าถึงการรักษาอย่างยั่งยืน ในงาน World Bipolar Day 2022

จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าประมาณ 5% ของประชากรโลกป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ ขณะที่มีผู้ป่วยเพียง 1-2% เท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัย ซึ่งอายุเฉลี่ยของการเกิดโรคไบโพลาร์ คือ อายุ 20 ปี โดยอัตราความชุกของโรคไบโพลาร์ มักจะเกิดขึ้นในผู้หญิงที่ 3.3% ซึ่งมากกว่าในผู้ชายที่ 2.6% นับเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย ขณะที่ทั่วโลกยังอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้วิถีการดำเนินชีวิตและสุขภาพจิตของหลายคนได้รับผลกระทบ หลายคนต้องเผชิญกับความเครียดในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ รวมถึงโรคทางจิตเวชอื่นๆ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่สังคมไทยควรต้องตระหนักรู้ถึงโรคไบโพลาร์ เพื่อให้ครอบครัวและคนใกล้ชิดเกิดความเข้าใจอาการและพฤติกรรมของโรคสนับสนุนให้บุคคลอันเป็นที่รักเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ทำให้โรคไบโพลาร์สามารถรักษาหายได้

โดยทุกวันที่ 30 มีนาคมของทุกปี ตรงกับ ‘วันไบโพลาร์โลก’ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดกิจกรรมกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงโรคไบโพลาร์มาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2565 นี้ กรมสุขภาพจิต ร่วมกับสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนโดย ซาโนฟี่ ประเทศไทย ได้จัดงาน World Bipolar Day 2022 เปิดใจให้ไบโพลาร์ ปี 2 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ใกล้ไกล ไบโพลาร์อุ่นใจ ด้วยจิตเวชทางไกล’ โดยมีแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ จิตแพทย์ และตัวแทนผู้ป่วยไบโพลาร์ ‘ดีเจเคนโด้’ ร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ให้สังคมเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ เกิดทัศนคติที่ดี ไม่แบ่งแยกผู้ป่วยออกจากสังคม และสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก ดร. สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ผ่านวิดีทัศน์ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานนี้ว่า “กระทรวงสาธารณสุขได้ตระหนักถึงการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ รวมถึงโรคทางจิตเวชอื่นๆ เพื่อให้สังคมเข้าใจและเปิดใจยอมรับเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ป่วยไม่สะดวกในการเดินทางมาพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้ป่วยด้วย กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีนโยบายสนับสนุนหน่วยบริการด้านสุขภาพจิต โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบริการให้มีความก้าวหน้าทันสมัย สามารถให้บริการจิตเวชทางไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อผู้ป่วยไบโพลาร์ เพื่อได้รับการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง และฟื้นฟูกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป”

พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์ของโรคไบโพลาร์ในประเทศไทย ในปี 2564 พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 38,681 คนที่เข้าถึงการรักษา ซึ่งลดลงจากปี 2563 ถึง 3% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ หรืออาจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่ง ‘โรคไบโพลาร์’ เป็นหนึ่งในโรคทางอารมณ์ที่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด รวมไปถึงการทำร้ายตัวเองและปัญหาการฆ่าตัวตาย โดยในช่วงการระบาดโควิด-19 มีผู้ที่กังวลและทำแบบประเมินสุขภาพจิต ผ่าน Mental Health Check พบว่า ช่วงสายพันธุ์เดลต้าระบาด ประมาณเดือนสิงหาคม 2564 มีผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้น อาทิ กลุ่มที่ถูกเลิกจ้างงาน กลุ่ม First Jobber ที่เพิ่งจบการศึกษาและหางานทำไม่ได้ กลุ่มที่ติดเชื้อโควิด-19 จนเกิดภาวะเครียด ซึ่งในช่วงปี 2564 จะเห็นได้ว่ามีการเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการเพิ่มศักยภาพในการบำบัดรักษาผู้ป่วยไบโพลาร์ด้วย ‘ระบบจิตเวชทางไกล’ หรือ ‘Telepsychiatry’ ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีในสถาบันและโรงพยาบาลจิตเวชทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ โดยมีแผนจะขยายบริการในเครือข่ายอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุด สำหรับรูปแบบการให้บริการตรวจรักษาทางไกลนี้ครอบคลุมทุกการรักษาในทุกด้านอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ประกอบด้วย การให้คำปรึกษาตรวจวินิจฉัยโดยจิตแพทย์ บริการให้คำปรึกษาเรื่องยาจิตเวชทางไกลโดยเภสัชกร บริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตและจิตเวช จิตบำบัดทางไกลโดยนักจิตวิทยาคลินิก บริการเยี่ยมบ้านทางไกลและบริการสังคมสงเคราะห์ทางไกลโดยนักสังคมสงเคราะห์ บริการให้การฟื้นฟูสมรรถภาพโดยทีมฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยในอนาคตกรมสุขภาพจิตจะดำเนินการพัฒนาระบบบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยไบโพลาร์อย่างทั่วถึง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในฐานะบริษัทชั้นนำด้านสุขภาพระดับโลก คุณมารีน คินยาร์ค สตูยาโนวิช ผู้จัดการใหญ่ ซาโนฟี่ ประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่า “ซาโนฟี่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและขอขอบคุณสำหรับโอกาสที่ได้ร่วมสนับสนุนกรมสุขภาพจิต และสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย รวมถึงเครือข่ายพันธมิตร ในการจัดงาน World Bipolar Day 2022 ในครั้งนี้ เพื่อสร้างความรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ และซาโนฟี่พร้อมสนับสนุนการใช้ ‘ระบบจิตเวชทางไกล’ ที่นับเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ ในการรักษาผู้ป่วยไบโพลาร์และผู้ป่วยโรคจิตเวชอื่นๆ เทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์ (Digital Health) เป็นเรื่องที่ซาโนฟี่ให้ความสำคัญและขับเคลื่อนมาโดยตลอด เพราะนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา สามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การดูแลผู้ป่วยทางไกลเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเทคโนโลยียังเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมในระบบการดูแลสุขภาพอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของซาโนฟี่ในการขับเคลื่อนเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับบทบาทของ สปสช. นพ. จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า “เนื่องด้วยผู้ป่วยโรคไบโพลาร์และผู้ป่วยจิตเวชอื่นๆ เป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ต่างจากโรคอื่นๆ ที่จะพยายามเข้ารับการรักษา ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะแยกตัวออกจากสังคมและครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าจะมีบทบาทสำคัญในอนาคต คือ การใช้ระบบการรักษาทางไกล (Telemedicine) หรือทางจิตเวชเรียกว่า Telepsychiatry สำหรับในส่วน สปสช. ซึ่งมีหน้าที่ในการสนับสนุนงบประมาณ กองทุนก็ได้จัดงบประมาณเพิ่มเติมให้หลังจากที่ริเริ่มหน่วยบริการรักษาทางไกลเข้ามา ในส่วนการให้บริการทางไกลของโรคไบโพลาร์นั้น จะให้บริการทั้งกับตัวผู้ป่วยเอง หรือญาติผู้ป่วย ซึ่งอาจจะมีการใช้กลไกทางสังคม เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รบสต.) หรือโรงพยาบาลชุมชน เข้ามาผนวกกัน และหากต้องการเบิกจ่ายในส่วนบริการทางไกลให้ง่ายและสะดวกขึ้น สามารถติดต่อได้ที่ สปสช. โดยจะมีทีมลงไปดูแลในส่วนของระบบทางไกลโดยจะผูกเชื่อมต่อกับกลไกทางการเงินที่ สปสช. ได้ให้การสนับสนุน”

ปิดท้ายด้วยโรงพยาบาลนำร่องที่ได้นำบริการรูปแบบ ‘ระบบจิตเวชทางไกล’ มาปรับใช้กับโรคไบโพลาร์และโรคจิตเวชอื่นๆ เป็นแห่งแรก พญ. มธุรดา สุวรรณโพธิ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวเสริมว่า “ระบบจิตเวชทางไกล (Telepsychiatry) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ และโรคทางจิตเวชอื่นๆ โดยโรงพยาบาลศรีธัญญา ได้เริ่มดำเนินการเป็นแห่งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา โดยให้การทำจิตบำบัดผ่านระบบออนไลน์ หลังจากนั้นจึงได้ขยายบริการรูปแบบออนไลน์ไปยังส่วนต่างๆ เพิ่มขึ้น อาทิ บริการจิตเวชทางไกลให้กับนักโทษในเรือนจำ สถานสงเคราะห์ หรือให้บริการยาผ่านทางไปรษณีย์ เป็นต้น โดยในปี 2563 สามารถให้บริการได้ทั้งสิ้น 2,081 ราย ต่อมาในปี 2564 สามารถขยายบริการจิตเวชทางไกลเพิ่มขึ้นเป็น 17,490 ราย และในปี 2565 ได้เริ่มให้บริการกับประชาชนเป็นรายบุคคล จากข้อมูลล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โรงพยาบาลศรีธัญญาได้ให้บริการผ่านระบบจิตเวชทางไกล จำนวน 3,717 ราย ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในปีนี้ โรงพยาบาลศรีธัญญาได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งต่อผู้ป่วยทั้งภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสุขของจังหวัดนนทบุรี โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินโดยผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ และยกระดับการส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน ถือเป็นพลังสำคัญที่จะสนับสนุนให้ผู้ป่วยไบโพลาร์ และผู้ป่วยจิตเวชอื่นๆ เข้าถึงการรักษาอย่างถูกวิธี และรอดพ้นจากการตีตราของสังคม คนในสังคมต้องช่วยกันลดการใช้คำที่สะเทือนใจมาหยอกล้อเล่นกันหรือเป็นคำพูดติดปาก เช่น คำว่า ‘ไบโพลาร์’ หรือ ‘โรคจิต’ เป็นต้น ในทางกลับกัน สังคมควรเข้าใจผู้ป่วย เนื่องจากโรคไบโพลาร์เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ชนิดหนึ่งที่มีการขึ้นและลงของอารมณ์อย่างรุนแรง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอาการแมเนีย (Mania) คือ อารมณ์ดี คึกคัก สนุกสนาน และกลุ่มอาการซึมเศร้า (Depress) คือ หดหู่ คิดลบ อยากฆ่าตัวตาย สาเหตุสำคัญเกิดจากสารเคมีในสมองทำงานผิดปกติ ฉะนั้น คนในครอบครัวมีบทบาทสำคัญที่จะพูดในเชิงบวกเพื่อให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะ ‘โรคไบโพลาร์สามารถรักษาให้หายได้’ ด้วยการใช้ยาเป็นหลัก และอาจมีการใช้จิตบำบัดควบคู่กันไปด้วย เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข

Share:

DLC เปิดตัว “อินฟินิกซ์” (INFINYX) แพลตฟอร์มบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ในยุค Metaverse

 

เปิดตัว “อินฟินิกซ์” (INFINYX) แพลตฟอร์มบริการทางการเงิน ที่เชื่อมต่อสินทรัพย์ดิจิทัลและโลกการเงินแบบดั้งเดิม ให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมในสินทรัพย์ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนได้อย่างง่ายดาย ไร้พรมแดน ผ่านแอปพลิเคชันเดียวบนมือถือ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การจับจ่ายของคนไทยในยุค Metaverse ตั้งเป้าหมายปีแรกเจาะกลุ่มลูกค้า 200,000 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 10,000 ล้านบาท

นายพงศธร ธนบดีภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิต้าไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DLC) ในเครือ DTGO เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มอินฟินิกซ์ (INFINYX) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมต่อสินทรัพย์ดิจิทัลและโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมได้ทั้งโลกความเป็นจริงและโลกเสมือน และสามารถใช้งานได้ง่าย เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน INFINYX ผ่านทาง App Store, Google Play หรือเพิ่มเพื่อนใน INFINYX Line Official Account จากนั้นลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งาน พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายเมื่อฝาก ถือ และใช้จ่ายกับ INFINYX”

สำหรับ INFINYX เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2565 โดย INFINYX จะเปิดตัว Utility Token (FYX) ที่ใช้ Asset Backed 100% ซึ่งสามารถใช้ได้เสมือนเงินบาท ลูกค้าของ INFINYX สามารถใช้ FYX ผ่านทางร้านค้าที่ร่วมบริการได้ทั่วโลกและใช้จ่ายผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์

 “แพลตฟอร์ม INFINYX เป็นประตูระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกดิจิทัล ที่เข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ก้าวเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงเป็นช่องทางให้ผู้ค้าได้เข้าถึงโลกการเงินรูปแบบใหม่ โดย INFINYX จะพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญของบริการทางการเงินเพื่อเร่งการเติบโตในรูปแบบบูรณาการของทั้งสองโลกเข้าไว้ด้วยกัน” นายพงศธร กล่าวเพิ่มเติม

 ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของ INFINYX คือผู้ถือบัตรเครดิตในประเทศไทย ที่มีจำนวน 25 ล้านบัญชี และผู้ถือบัตรเดบิตที่มีมากกว่า 64 ล้านบัญชี โดยคาดว่าในปีแรกจะมีผู้ใช้บริการราว 200,000 ราย และประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 10,000 ล้านบาท

นายปรเมษฐ์ บุญเลิศศักดิ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่สร้างวิสัยทัศน์ บริษัท ดิจิต้าไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DLC) กล่าวว่า “INFINYX ใช้เทคโนโลยี Hybrid-Chain ที่เชื่อมต่อกับบล็อกเชนหลักต่างๆ ในระบบนิเวศทั่วโลก เช่น Binance Smart Chain (BSC) หรือ Ethereum (ETH) เพื่อความโปร่งใส รวดเร็วและได้มาตราฐาน นอกจากนี้ INFINYX ได้นำระบบ Proof of Stake (PoS) มาใช้เพื่อตรวจสอบกระบวนการและธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชน ซึ่งระบบ PoS ได้สร้างขั้นตอนการตรวจสอบที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ และทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ถึงระดับสูงสุดของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และความปลอดภัยของข้อมูลสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในระบบนิเวศของ INFINYX

 “เราให้ความสำคัญกับการรักษาข้อมูล ความปลอดภัยของลูกค้าสูงสุด และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด และมุ่งพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ออกแบบให้ใช้งานง่าย ให้ลูกค้าทั่วไปสามารถเข้าถึงโลกการเงินดิจิทัลได้ง่ายที่สุด” นายปรเมษฐ์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคต INFINYX จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับทั้งตลาด crypto และตลาดการเงินแบบดั้งเดิม รวมทั้งมีแผนที่จะเปิดตัว Investment Token และ Multi-Chain เพิ่มเติม โดยร่วมมือกับพันธมิตรแถวหน้าทั่วโลก ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ INFINYX เพิ่มเติมได้ทาง www.infinyx.com



Share:

โอเอซิสสปา คว้า 2 รางวัล"The Best of SHA Awards 2021" สุดยอดสถานประกอบการมาตรฐาน SHA

เอิร์ธ สายสว่าง ผู้บริหารโอเอซิสสปา และ สมหญิงเงินเย็น (ผู้จัดการส่วนภูมิภาค)

เข้ารับรางวัล The Best of SHA Awards 2021 สุดยอดสถานประกอบการมาตรฐาน SHA จัดโดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยของการให้บริการด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย มาตรฐาน SHA

โดยมี นายยุทธศักดิ์ สุภสร ••ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล The Best of SHA Awards 2021 แก่สถานประกอบการมาตรฐาน SHA จำนวน 160 รางวัล พร้อมด้วย นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ (รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.)

นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา (รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ททท.), นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ (รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท., )

นายคมกริช ด้วงเงิน (รองผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยว ททท. )ให้เกียรติร่วมพิธีฯ ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ

Share:

Fanpage :: FABCE BOOK

Contact Us :: Tel 081-434-5154

Growupthailand89@gmail.com

Add Line Click

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ