ติดตาม ความเคลื่อนไหวทั่วไปของไทยแลนด์ ในยุค 4.0 ได้ที่นี่

  • This is default featured slide 1 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 2 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 3 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 4 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

  • This is default featured slide 5 title

    Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by NewBloggerThemes.com.

NIA เปิดรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ปี 2564 พร้อมเร่งเครื่องเดินหน้าขับเคลื่อนไทยก้าวสู่ ‘ประเทศแห่งสตาร์ทอัพ’

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมแหล่งความรู้ ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพ สำหรับใช้เป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวหน้า ซึ่งล่าสุด NIA ได้ริเริ่มและจัดทำ ‘รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564’ ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลภาพรวมภูมิทัศน์ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ให้มีความสามารถในการประกอบธุรกิจรวมถึงแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบนิเวศสตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น เพื่อเร่งสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ 

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า “รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564 เป็นรายงานฉบับที่ 4 ที่ได้จัดทำต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 โดยได้รับความร่วมมือจากประชาคมกว่า 300 ราย ทั้งกลุ่มสตาร์ทอัพไทยและต่างชาติ นักลงทุน ภาคการศึกษา ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่การสร้างนักรบใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในเร็ววัน นอกจากนี้ NIA ยังเปิดโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม การสนับสนุนงานวิจัย การอบรมพัฒนาด้านทักษะหลากหลายด้าน รวมถึงการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้สตาร์ทอัพไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับรายงานฉบับนี้ ได้สรุปข้อมูลที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการดำเนินธุรกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พร้อมข้อแนะแนะ 4 ด้าน ประกอบด้วย 

1) ความพร้อมของกำลังคน (Manpower Readiness) โดยผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ขาดทักษะในการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยียังมีจำนวนไม่เพียพอ อีกทั้งสตาร์ทอัพเองไม่สามารถจ้างแรงงานที่มีฝีมือด้านเทคโนโลยีที่มีฐานเงินเดือนสูงได้ จึงเสนอแนะให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม พร้อมสร้างแพลตฟอร์มชุมชนออนไลน์เพื่อเข้าถึงแรงงานรุ่นใหม่ที่มีทักษะฝีมือด้านเทคโนโลยี พัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงการได้รับเงินสนับสนุนค่าจ้างพนักงานบางส่วนจากรัฐบาลเพื่อช่วยแบ่งเบาต้นทุนของสตาร์ทอัพ

2) แหล่งเงินทุน (Source of Funding) สตาร์ทอัพยังไม่มีแผนการเงินและแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าบริษัทในระยะยาว อีกทั้งนักลงทุนส่วนใหญ่สนใจลงทุนเฉพาะบางธุรกิจเท่านั้น ทำให้บางธุรกิจที่ไม่ได้รับความนิยม หาแหล่งเงินทุนได้ยาก สตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้นไม่ได้รับการส่งเสริมที่มากพอ จึงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงวงเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์เพื่อนำมาต่อยอดการทำธุรกิจได้ จึงมีข้อเสนอให้สนับสนุนสตาร์ทอัพให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานคู่มือการระดมทุนเพื่อกำหนดทิศทางทั้งระบบนิเวศ สร้างแพลตฟอร์มรวบรวมและประชาสัมพันธ์ข่าวสารการระดมทุนจากในประเทศและต่างประเทศ 

 3) การหากลุ่มลูกค้าและการขยายธุรกิจ (Growth & Scalability) สตาร์ทอัพยังขาดประสบการณ์ในการติดต่อกับกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ ขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการตลาดและการทำธุรกิจในต่างประเทศ ขาดการวางแผนการเงิน เพื่อหมุนเวียนหรือขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในกรุงเทพและภูมิภาค สนับสนุนการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนธุรกิจ พร้อมทั้งผลักดันสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ระบบการค้นหาในตลาดโลกเพื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนและกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลก

 4) การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ (Support from Government & Partners) พบว่าภาครัฐควรมีนโยบายเพื่อผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเป็นผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง อีกทั้งควรสนับสนุนด้านเงินทุน รวมถึงการสร้างเกณฑ์คุณสมบัติในการรับทุนที่เอื้อต่อทุกธุรกิจของวิสาหกิจเริ่มต้น จึงมีข้อเสนอแนะให้เกิดการเชื่อมโยงโครงการของภาครัฐเพื่อสนับสนุนและผลักดันสตาร์ทอัพสู่การเป็นยูนิคอร์นในประเทศไทย สร้างฐานความรู้งานวิจัย ส่งเสริมการพัฒนาเขตพื้นที่นำร่องย่านนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่รัฐดิจิทัล (Digital Government) และพัฒนาหลักเกณฑ์หรือระเบียบทางราชการให้มีความคล่องตัว โดยอาศัยการเข้าถึงบริการจากภาครัฐด้วยเทคโนโลยี (Gov Tech) เป็นตัวเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในการทำงานแทนที่การติดต่อและเข้าถึงภาครัฐแบบเดิม ควบคู่ไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีพลเมือง (Civic Tech) นำเทคโนโลยีมาเชื่อมความสัมพันธ์กับภาครัฐ ให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายของรัฐบาลหรือปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้เข้าถึงผลประโยชน์ของประชาชนได้

นอกจากนั้นจากรายงานฉบับนี้ยังได้วางแนวทางให้สตาร์ทอัพในด้านการใช้ความสามารถในการประกอบธุรกิจและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกด้าน เพราะธุรกิจสตาร์ทอัพจะถูกนำไปใช้ประกอบการการวางแผนส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศไทย โดยคณะกรรมการวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติในอนาคตภายใต้ 4 แนวทาง คือ

Build up awareness – การสร้างความตระหนักรู้ และการรับรู้เพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพให้เติบโตขึ้น ทั้งการสร้างศูนย์กลางแห่งการประชาสัมพันธ์ และการสนับสนุนสื่อสาธารณะให้รับรู้และเข้าใจธุรกิจสตาร์ทอัพ 

Ease of Doing Business - การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสตาร์ทอัพ ทั้งเรื่องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยาว การรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติสำหรับสตาร์ทอัพเพื่อนำมาวิเคราะห์จัดทำมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาย่านนวัตกรรมเพื่อรองรับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ

Strengthen Ecosystem – การส่งเสริมการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยเริ่มตั้งแต่การปฎิรูประบบการศึกษาเพื่อสนับสนุนการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในเด็กรุ่นใหม่ การวางแนวทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีสำหรับอนาคต ไปจนถึงการสร้างสถาบันสนับสนุนผู้ประกอบการ

Incentives & Supports – การออกมาตรการสนับสนุนโดยภาครัฐทั้งด้านการเงิน/การคลังแก่สตาร์ทอัพ การวางแนวทางผ่อนปรนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทย การปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนให้เหมาะสมกับการพัฒนาและการเติบโตของสตาร์ทอัพ และการวางแนวทางสนับสนุนการจัดเรตติ้งเทคโนโลยี และการค้ำประกันสินเชื่อเทคโนโลยี

ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน “ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศไทย” ก้าวสู่ปีแห่งความท้าทายจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบให้ทุกส่วนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่ก็เป็นโอกาสให้สตาร์ทอัพได้ปรับบริการและเพิ่มธุรกิจใหม่ที่เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce และ Online Service อย่าง Food Delivery ที่เติบโตขึ้นอย่างมาก รวมถึง Online Education Platform และ Digital Content ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของ TECHSAUCE STARTUP DIRECTORY ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขการระดมทุนในปี 2563 มีมูลค่ากว่า 369 ล้านดอลล่าสหรัฐ จากการลงทุน 36 ครั้ง นับว่าเป็นปีที่การระดมทุนมีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย 

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาด แต่สตาร์ทอัพของไทยก็ได้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับยูนิคอร์นด้วยเงินระดมทุนสูงถึงระดับ 100 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสตาร์ทอัพไทยในระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นที่มีโอกาสก้าวไปสู่ระดับ Regional Player ได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564 ได้ที่เว็ปไซต์ www.startupthailand.org

Share:

TTA ห่วงใยพนักงาน มอบ P80 PLUS SPRAY เพื่อดูแลสุขภาพช่วงโควิด-19 ระบาด

กรุงเทพมหานคร, 8 กันยายน 2564 – ในสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA มีความห่วงใยในสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานทุกคน จึงได้แจกสเปรย์พ่นปากและลำคอจากสารสกัดลำไย “P80 PLUS SPRAY” ให้พนักงานไว้ใช้ดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองในช่วง Work from Home พร้อมรณรงค์ให้พนักงานใช้ชีวิตแบบ New Normal เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร สวมใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยเจลแอลกฮอล์เมื่อออกไปที่สาธารณะทุกครั้ง

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “TTA ตระหนักดีว่าพนักงานเป็นบุคลากรที่สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และ TTA ในฐานะบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ได้ให้ความใส่ใจดูแลสุขภาพอนามัยของพนักงานเป็นอย่างดี 

โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นนี้  TTA ได้ร่วมกับบริษัทในเครือทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มการลงทุนอื่น จัดให้พนักงานได้รับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม รวมทั้งแจกจ่ายสเปรย์พ่นปากและลำคอจากสารสกัดลำไย “P80 PLUS SPRAY” ให้แก่พนักงานไว้ใช้ดูแลสุขภาพตัวเองในช่วงทำงานที่บ้านและระหว่างเดินทางไปในที่สาธารณะ โดยหวังให้พนักงานทุกคนใน TTA Group มีสุขภาพที่แข็งแรงและสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

Share:

5 เคล็ดลับซื้อประกันการศึกษาลูก

 

เพราะสมบัติสำคัญที่พ่อกับแม่จะให้กับลูกก็คือ “การศึกษา” ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโต ดังนั้นพ่อและแม่จึงต้องวางแผนสำหรับเงินส่วนนี้ไว้ แต่สุดท้ายชีวิตก็ไม่แน่นอน หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด นั้นก็หมายถึงว่า แผนการศึกษาของลูกอาจจะกระทบไปด้วย ดังนั้น การซื้อประกันเพื่อคุ้มครองการศึกษาลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง TIPlife นำ 5 ข้อ เพื่อพิจารณามาฝากครับ

1. เป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เพื่อสร้างเงินออมเพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับสูง และเป็นทุนเมื่อลูกสำเร็จการศึกษา

2. ลูกเป็นผู้เอาประกัน พ่อแม่เป็นผู้ชำระเบี้ย จึงควรมีสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองผู้ชำระเบี้ยประกัน เพื่อกรณีผู้ชำระเบี้ยเสียชีวิต ลูกก็ยังคงได้สิทธิต่างๆ ในกรมธรรม์ โดยไม่ต้องชำระเบี้ยแล้วจนครบสัญญา

3. อายุกรมธรรม์ควรคุ้มครองอย่างน้อยเท่ากับระยะเวลาการศึกษาที่เหลืออยู่ เช่น หากเริ่มทำประกันเมื่ลูกแรกเกิด  อายุกรมธรรม์ก็ควรไม่น้อยกว่า 21 ปี

4. ระยะเวลาการชำระเบี้ยควรจะยาวไม่เกินระยะเวลาการหารายได้ของพ่อแม่ผู้ชำระเบี้ย เช่น หากแม่เป็นผู้ชำระเบี้ยและเป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันอายุ 40 ปี เกษียณที่อายุ 60 ปี ระยะเวลาชำระเบี้ยก็ไม่ควรเกิน 20 ปี เนื่องจากประกันชีวิตเป็นสัญญาที่ผู้ชำระเบี้ยต้องชำระเบี้ยตามจำนวนและเวลาที่กำหนดในกรมธรรม์ ดังนั้นระยะเวลาชำระเบี้ยที่ยาวนานกว่าระยะเวลาการหาเงินอาจก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินในอนาคตได้

5. เบี้ยที่ชำระไม่ควรเกิน 10% ของรายได้หลังหักภาษี เพื่อไม่ให้เป็นภาระสำหรับผู้ชำระเบี้ยมากเกินไป

ถึงแม้ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโต แต่ถ้าเราเริ่มวางแผนได้เร็วเท่าไหร่ ก็สามารถสร้างและป้องกันแผนนั้นได้นะครับ

🔸 #ประกันชีวิตเพื่อการศึกษา 20/10  เตรียมพร้อมวางแผนอนาคตเพื่อลูกรัก คุ้มครองทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้ชำระเบี้ยประกันภัย อุ่นใจกับคุ้มครองชีวิต 20 ปี ชำระเบี้ยประกัน 10 ปี รับเงินคืนตลอดสัญญา 195% 

สนใจติดต่อได้ที่ ธ.ออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ
www.dhipayalife.co.th/20-10-1

ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

Share:

Fanpage :: FABCE BOOK

Contact Us :: Tel 081-434-5154

Growupthailand89@gmail.com

Add Line Click

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ