growupthailand.comติดตาม ความเคลื่อนไหวทั่วไปของไทยแลนด์ ในยุค 4.0 ได้ที่นี่

Header ADS

MQDC ชูบริษัทลูก ‘ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส (DTP)’ ขยายตลาดต่างประเทศต่อยอดการลงทุน มุ่งดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

3 พฤศจิกายน 2565 กรุงเทพฯ - บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส (DTP) ในเครือ MQDC (บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ซึ่งอยู่ในบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DTGO) ประกาศแผนการลงทุนและระดมทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้น 4 กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโต ทั้งในด้านการลงทุน บริหารสินทรัพย์ กองทุน และการลงทุนในธุรกิจเชิงนวัตกรรม ผ่าน 3 กลยุทธ์การลงทุน มุ่งมั่นก้าวสู่บริษัทด้านการลงทุนระดับโลก เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม และสานต่อวิสัยทัศน์ในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


นายหรรสา สุสายัณห์ ประธานกรรมการ บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP)
เปิดเผยว่า DTP เป็นบริษัทในเครือ MQDC ภายใต้กลุ่ม DTGO ซึ่งมีเป้าหมายเป็นบริษัทด้านการลงทุนระดับสากล ด้วยการลงทุนและระดมทุนทั่วโลก พุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สิน และ อสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพและก่อให้เกิดรายได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการลงทุนเชิงนวัตกรรม เพื่อการขยายฐานการลงทุนที่หลากหลาย สอดคล้องกับพันธกิจของกลุ่ม DTGO ที่ต้องการทำธุรกิจเพื่อดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ DTP จัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นบริษัทด้านการลงทุนและระดมทุนของกลุ่ม DTGO เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเพื่อดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของกลุ่ม DTGO ที่ได้กำหนดเป็นนโยบายให้มีการจัดสรรงบ 2% ของรายได้ เพื่อใช้ในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดโดยปัจจุบัน DTP วางโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

- Global Investment การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพจากทั่วโลก โดยในปี 2019 ได้เข้าซื้อกิจการโรงแรมในประเทศอังกฤษ จำนวน 17 แห่ง และมีห้องพักทั้งหมดรวมกันประมาณ 3,383 ห้อง บริหารภายใต้เครือโรงแรมชั้นนำในระดับสากล อาทิ Hilton IHG และ Marriott ปัจจุบันมีมูลค่าเติบโตขึ้นและเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน

- Assets Management การบริหารสินทรัพย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่เฉพาะกิจการ แต่รวมถึงพนักงาน ชุมชนและสังคมโดยรอบ เช่น การบริหารโรงแรม 17 แห่งที่ประเทศอังกฤษ เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด พอเกิดโควิดบริษัทยังคงดูแลพนักงานจำนวน 1,200 คน โดยไม่มีการปลดออก รวมถึงได้พัฒนาใช้แก๊สในการผลิตไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมกับลดต้นทุนด้านพลังงาน ส่งผลให้มีผลประกอบการและกำไรที่ดีเมื่อกลับมาเปิดดำเนินธุรกิจอีกครั้งหลังโควิด

- Funds Management การระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อหาโอกาสและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต ในรูปแบบ Private Equity สินทรัพย์คุณภาพที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วโลก และล่าสุดได้เปิดตัว “กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า ดีทีพี ฮอสพิทอลลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน” หรือ DTPHREIT มูลค่าโครงการ 4,107 ล้านบาท ของโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ (Waldorf Astoria Bangkok) และ โรงแรมยู เขาใหญ่ (U Khao Yai) เป็นต้น

- VC & Innovative Investment การลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ความเป็นอยู่ที่ดีของทุกชีวิต (For All Well-Being) โดยที่ผ่านมามีการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยี เช่น REDDS Technology Fund, การพัฒนานวัตกรรมชะลอวัย (Reverse Aging) และ MIND AI รวมทั้งธุรกิจที่มีศักยภาพด้านอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับแนวโน้มของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป (Long-Term Investment)

นายฐิติ ทองเบญจมาศ ประธานอำนวยการ DTP กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนทั้ง 4 กลุ่มในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยในช่วง 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะมองหาโอกาสการลงทุนจากอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพจากทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตทั้งในยุโรป อเมริกา เอเชีย รวมถึงตะวันออกกลาง ซึ่งมีความน่าสนใจในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านนวัตกรรมการเงิน รวมทั้งในประเทศไทยยังมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา 


สำหรับกลยุทธ์ด้านการลงทุนของ DTP ให้ความสำคัญใน 3 ด้านหลัก
คือ 1. Business Synergy หรือการลงทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดทางธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม DTGO ได้ 2. Monetization เป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่สามารถพัฒนาให้เติบโต ขายเพื่อเพิ่มรายได้ หรือสามารถนำไประดมทุนผ่านกองทุนฯ หรือเครื่องมือการเงินต่างๆ ได้ เพื่อนำเงินกลับมา สร้างโอกาสในการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง (Re-Investment Opportunity) 3. Risk Diversification ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยกระจายความเสี่ยง ทั้งในประเภททรัพย์สินที่เข้าไปลงทุน มีการกระจายโลเคชั่นเข้าไปในพื้นที่ที่มีศักยภาพต่างๆ ของโลก รวมทั้งกระจายความเสี่ยงด้าน financial risk อีกด้วย

“เราเน้นการบริหารธุรกิจแบบ Asset Light ลดการถือครองสินทรัพย์โดยหาพันธมิตรที่มีความสนใจในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นผู้ร่วมลงทุน เพื่อให้เราสามารถบริหารธุรกิจแบบตัวเบา เน้นการเข้าไปช่วยสนับสนุนด้านการบริหาร การช่วยเหลือสังคมในทุกๆ ที่ที่เราเข้าไปลงทุนตามพันธกิจของกลุ่ม DGTO ที่ต้องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้ความสำคัญกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง” นายฐิติกล่าว

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย graphixel. ขับเคลื่อนโดย Blogger.